⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3604/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3604/2533

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ม.56, 83 · ป.อาญา ม.17, 33

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) แม้กฎหมายที่บัญญัติความผิดนั้นจะมิได้กำหนดโทษริบทรัพย์สินไว้โดยเฉพาะก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

แม้ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2515 จะมิได้บัญญัติถึงการริบรถยนต์ของกลางที่ใช้ในการกระทำผิดไว้โดยเฉพาะ แต่ถ้าได้ความว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิด ศาลก็มีอำนาจสั่งให้ริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) อันเป็นบทบัญญัติในภาค 1 ซึ่งสามารถนำมาใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นได้ตามมาตรา 17 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกทรายมีน้ำหนักเกินกำหนด อันเป็นความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับ 295 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 56, 83 และขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางที่ใช้ในการกระทำความผิดด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ต้องถือว่ารถยนต์บรรทุกของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด และศาลมีอำนาจสั่งให้ริบได้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกน้ำหนักเกินอัตราเป็นจำนวนมาก มีส่วนทำให้ถนนหลวงชำรุดเสียหาย รัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบูรณะซ่อมแซมเป็นจำนวนมากนั้น ก็โดยอาศัยพฤติการณ์แห่งคดีตามที่ได้ความจากคำฟ้อง คำรับสารภาพของจำเลยและข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่ว ๆ ไป มาประกอบดุลพินิจในการสั่งริบของกลางนั่นเอง หาใช่เป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแต่ศาลชั้นต้นไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ม.56 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ม.83 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.17 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.17 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขอให้ลงโทษตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๕ ลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ ข้อ ๕๖, ๘๓ ประกาศผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษ เรื่อง ห้ามใช้ยานพาหนะโดยที่ยานพาหนะนั้นมีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่ได้กำหนดเดินบนทางหลวงพิเศษ ลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๑๕ ข้อ ๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ และขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๕ ลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ ข้อ ๕๖, ๘๓ จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ เดือน ของกลางยังไม่สมควรริบ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวมิได้บัญญัติถึงการริบรถยนต์ของกลางที่ใช้ในการกระทำความผิดไว้โดยเฉพาะ แต่ถ้าได้ความว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดแล้ว กรณีก็ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ (๑) อันเป็นบทบัญญัติในภาค ๑ ซึ่งสามารถนำมาใช้บังคับได้ตามมาตรา ๑๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ส่วนที่จำเลยฎีกา ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่สามารถเห็นได้ชัดแจ้งว่ารถยนต์บรรทุกของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ทั้งไม่เป็นทรัพย์สินที่จะริบได้ตามกฎหมายอื่นหรือตามประมวลกฎหมายอาญานั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน ๘๑ - ๓๐๘๐ นครปฐม บรรทุกทรายมีน้ำหนักเกินกว่าข้อกำหนดของผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษ อันเป็นความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๕ ลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ ข้อ ๕๖, ๘๓ และขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางที่ใช้ในการกระทำความผิดด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ต้องถือว่ารถยนต์บรรทุกของกลางเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด ศาลมีอำนาจสั่งริบได้ดังวินิจฉัยข้างต้น และที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยใช้รถยนต์บรรทุกน้ำหนักเกินอัตราเป็นจำนวนมาก มีส่วนทำให้ถนนชำรุดเสียหาย รัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบูรณะซ่อมแซมเป็นจำนวนมาก นั้น เป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแต่ศาลชั้นต้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์สั่งริบรถยนต์ของกลางก็โดยอาศัยพฤติการณ์แห่งคดีตามที่ได้ความจากคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลย และข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปมาประกอบดุลพินิจในการสั่งนั่นเอง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3604/2533 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ นายสมนึก มูลทองคำ ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี · ล. - นายสมนึก มูลทองคำ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนู วงศ์แสงจันทร์ · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · ชุม สุกแสงเปล่ง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสกนธ์ กฤติยาวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 21848/2555ฎีกา 7919/2553ฎีกา 367/2568ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2328/2533ฎีกา 1554/2521ฎีกา 3136/2524ฎีกา 6293/2541ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 917/2564ฎีกา 641/2555ฎีกา 605/2511ฎีกา 531/2510ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1979/2521ฎีกา 4519/2544ฎีกา 3800/2564ฎีกา 6321/2544ฎีกา 1733/2498
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา