⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1568/2505

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1568/2505

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
อายุความได้สิทธิที่จะนำมาใช้แก่การจำยอมโดยอนุโลม คืออายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 โดยไม่คำนึงถึงประเภทของที่ดิน ที่ดินสูงต่ำตามธรรมชาติ หมายถึงที่ดินสูงต่ำตามสภาพภูมิประเทศตามธรรมชาติ เจ้าของที่ดินต่ำไม่มีหน้าที่ต้องรับน้ำจากที่ดินที่ถูกถมให้สูงขึ้น

ย่อคำพิพากษา

อายุความได้สิทธิที่จะนำมาใช้แก่การจำยอม โดยอนุโลมดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 นั้น ได้แก่อายุความตามมาตรา 1382 มาตรานี้กำหนดอายุความไว้ 10 ปี โดยไม่แยกว่าจะเป็นที่ดินมือเปล่าหรือที่ดินมีโฉนด ส่วนอายุความตามมาตรา 1375 นั้น หาใช่อายุความได้สิทธิไม่ คำว่าที่ดินสูง ที่ดินต่ำตามมาตรา 1339, 1340 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น หมายถึงที่ดินสูงต่ำตามธรรมชาติ เจ้าของที่ดินต่ำหาจำต้องรับน้ำจากที่ดินที่ถมให้สูงขึ้นไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1401

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ๒ ข้อว่า ๑. กำหนด ๑ ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ เป็นอายุความการได้สิทธิสำหรับที่ดินมือเปล่า ฉะนั้นตามมาตรา ๑๔๐๑ ที่โยงมาให้ใช้ลักษณะ ๓ โดยอนุโลม ก็ย่อมต้องใช้อายุความการได้สิทธิตามมาตรา ๑๓๗๕ ด้วย ภาระจำยอมในที่ดินมือเปล่าจึงได้มาโดยอายุความ ๑ ปี ๒. จำเลยเจ้าของที่ดินต่ำถมที่ดินของตนให้สูงขึ้น ทำให้น้ำไหลธรรมดาจากที่ดินของโจทก์ย้อนเข้าไปในที่ดินของโจทก์เกิดน้ำเน่าและปฏิกูล ถือได้ว่าจำเลยกระทำละเมิด ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ ๓ มีที่ดินอยู่แปลงหนึ่งติดถนนใหญ่ ได้ปลูกห้องแถวตามริมถนนให้เช่า ต่อมาได้ขายห้องแถวกับที่ดินเป็นห้อง ๆ ให้บุคคลอื่นไม่ถึง ๕ ปี ผู้ซื้อมีนางทุมมา โจทก์ที่ ๒ โจทก์ที่ ๓ จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ด้วย ส่วนของนางทุมมา ๆ โอนให้โจทก์ที่ ๑ ที่พิพาทอยู่หลังห้องของโจทก์จำเลย ผู้ซื้อ มีลักษณะเป็นตรอกทางเดินและว่างอยู่ เมื่อจำเลยที่ ๓ ปลูกห้องแถวให้เช่านั้น ได้ถมที่ดินปลูกห้องแถวให้สูงขึ้น น้ำฝนที่ตกในบริเวณห้องแถวได้ไหลมายังตรอกที่พิพาทซึ่งต่ำกว่า เมื่อจำเลยที่ ๓ แบ่งห้องแถวขายให้โจทก์และจำเลย ได้ขายตรอกที่พิพาทนี้ให้จำเลยที่ ๑ ๆ จึงถมพื้นดินที่ตรอกนี้เสีย น้ำฝนที่ตกในห้องของโจทก์จึงไหลออกมายังตรอกตามเดิมไม่ได้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้ขุดดินที่ถมตรอกที่พิพาทและรื้อรั้วที่ปิดกั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า อายุความได้สิทธิที่จะอนุโลมใช้ในเรื่องการได้ภาระจำยอมโดยอายุความนั้นคือ มาตรา ๑๓๘๒ ต้องใช้อายุความ ๑๐ ปี โดยไม่ต้องคำนึงว่าที่ดินนั้นมีโฉนดหรือเป็นที่มือเปล่า โจทก์จึงยังไม่ได้การจำยอมในเรื่องทางเดิน และทางระบายน้ำ และคำว่า น้ำ ในมาตรา ๑๓๓๙ หมายถึงน้ำตามธรรมดาตามธรรมชาติทั่วไป ไม่หมายถึงน้ำที่ใช้แล้ว น้ำเน่า น้ำโสโครก และต้องเป็นน้ำที่ไหลตามธรรมดาจากที่ดินสูง ไม่ใช้น้ำฝนไหลจากขายค่าบ้านแล้วต่อท่อมาดังที่โจทก์นำสืบ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า กำหนด ๑ ปีตามมาตรา ๑๓๗๕ นั้น ไม่ใช่อายุความ หากแต่เป็นกำหนดเวลาฟ้องคดีเพื่อเอาคืนการครอบครอง นำมาใช้ตามมาตรา ๑๔๐๑ ไม่ได้ และตามมาตรา ๑๓๓๙ หมายความแต่เพียงว่า การที่น้ำไหลตามธรรมดามาสู่ที่ดินต่ำนั้น เจ้าของที่ดินต่ำจำต้องยอมรับ จะว่ากล่าวแก่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ มิได้หมายความว่าเป็นการตัดสิทธิเจ้าของที่ดินต่ำจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่ดินของตนตามสิทธิอันชอบธรรมมิได้เลย พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ๑. อายุความได้สิทธิในลักษณะ ๓ แห่งบรรพ ๔ ที่จะนำมาใช้แก่ภาระจำยอมโดยอนุโลมดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ นั้น ต้องนำอายุความเรื่องครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นอันเป็นเหตุให้ได้กรรมสิทธิ์ตามมาตรา ๑๓๘๒ มาใช้ มาตรานี้กำหนดอายุความไว้ ๑๐ ปี โดยไม่แยกว่าจะเป็นที่ดินมือเปล่าหรือที่ดินมีโฉนด ศาลฎีกาได้นำมาตรา ๑๓๘๒ มาใช้แก่เรื่องภาระจำยอมหลายเรื่องแล้ว ส่วนอายุความตามมาตรา ๑๓๗๕ นั้น เป็นอายุความฟ้องคดี หาใช่อายุความได้สิทธิไม่ เอามาอนุโลมใช้ไม่ได้ ๒. คำว่า ที่ดินสูงที่ดินต่ำ ตามมาตรา ๑๓๓๙, ๑๓๔๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น หมายถึงที่ดินสูงต่ำตามธรรมชาติ ตรอกพิพาทนี้ไม่ใช่ที่ดินต่ำตามธรรมชาติหากเป็นเพราะเจ้าของเดิมถมดินบริเวณห้องแถวให้สูงขึ้นเอง เมื่อแยกเจ้าของแล้ว เจ้าของที่ดินตรอกที่พิพาทจำต้องรับน้ำจากที่ดินที่ถมขึ้นให้สูงไม่ กรณีเช่นนี้มิใช่ข้อจำกัดสิทธิของเจ้าของที่ดินตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์จึงฟ้องให้บังคับขุดที่ดินของจำเลยให้ต่ำลงเพื่อรับน้ำไหลจากที่ดินของโจทก์ไม่ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1568/2505 นางสาวศิรินาถ แซ่ต่าง กับพวก 3 คน โจทก์ นางแก้ว สมทรัพย์ กับพวกรวม 3 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวศิรินาถ แซ่ต่าง กับพวก 3 คน · จำเลย - นางแก้ว สมทรัพย์ กับพวกรวม 3 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พจน์ ปุษปาคม · บริรักษ์จรรยาวัตร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายเรืองสวัสดิ์ พรหมสาขา ณ สก · ศาลอุทธรณ์ - นายแปล บุณยเกียรติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1760/2548ฎีกา 1712/2539ฎีกา 3405/2537ฎีกา 2649-2660/2530ฎีกา 726/2493ฎีกา 356/2530ฎีกา 28/2531ฎีกา 3375/2532ฎีกา 142/2492ฎีกา 4072/2528ฎีกา 2749/2538ฎีกา 9788/2553ฎีกา 945/2537ฎีกา 5473/2548ฎีกา 759/2494ฎีกา 231/2482ฎีกา 1280/2492ฎีกา 107/2493ฎีกา 4415/2528ฎีกา 3081/2527ฎีกา 781/2538ฎีกา 6039/2537ฎีกา 4258/2541ฎีกา 2938/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา