⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1691-1697/2505

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1691-1697/2505

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นความผิดที่กระทำต่อเนื่อง และไม่ขาดอายุความ

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจเข้าครอบครองที่ดินของรัฐในทุ่งเขาหน้าวัวซึ่งทางราชการสงวนไว้สำหรับให้ราษฎรใช้เลี้ยงสัตว์ โดยเข้าไปแผ้วถางปลูกพืชผลแล้วครอบครองที่ดิน โดยไม่มีสิทธิครอบครองและไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน กับทั้งระบุถึงวันเดือนปีและที่เกิดเหตุอันเป็นการระบุครบองค์ความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และ 108 นั้น เมื่อจำเลยรับว่าจำเลยเข้าครอบครองที่ดินรกร้างว่างเปล่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน แม้ทางพิจารณาจะไม่ได้ความว่าเป็นที่ดินซึ่งทางราชการสงวนไว้สำหรับให้ราษฎรใช้เลี้ยงสัตว์ ก็ลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ เพราะความตอนนี้เป็นเพียงรายละเอียด ไม่ใช่ส่วนขององค์ความผิด เมื่อกฎหมายห้ามเข้าครอบครองที่ดินโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ฉะนั้น ถ้าผู้ใดครอบครองที่ดินอยู่ก็ย่อมเป็นการกระทำอันฝ่าฝืนกฎหมาย และเป็นความผิดอยู่ทุกขณะที่ทำการครอบครอง คดีจึงไม่ขาดอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.2 ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.9 ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.108 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.95

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดี ๗ สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันมา โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้ง ๗ สำนวนครอบครองที่ดินของรัฐซึ่งเป็นที่ดินที่มีประกาศของทางราชการสงวนไว้สำหรับให้ราษฎรใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ โดยจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองและไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙, ๑๐๘ จำเลยทั้ง ๗ สำนวนให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทุกคนมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙, ๑๐๘ ปรับคนละ ๕๐๐ บาท จำเลยทุกคนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙ ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปยึดถือหรือครอบครองที่ดินอันเป็นของรัฐ โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนก็เป็นความผิดตามมาตรา ๑๐๘ และมาตรา ๒ บัญญัติว่า ที่ดินซึ่งมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นของรัฐ ฉะนั้น ที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือที่ดินซึ่งทางราชการสงวนไว้สำหรับราษฎร ก็เป็นที่ดินของรัฐเช่นเดียวกัน และการเข้ายึดถือหรือครอบครองที่ดินของรัฐ ก็มีบทห้ามและบทลงโทษแต่เฉพาะมาตรา ๙ และ ๑๐๘ ไม่ใช่มีบทห้ามและบทลงโทษเกี่ยวกับที่ดินของรัฐแต่ละประเภท ทั้งไม่มีบทกำหนดโทษไว้แตกต่างกัน คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบังอาจเข้าครอบครองที่ดินของรัฐในทุ่งเขาหน้าวัวโดยเข้าไปแผ้วถางปลูกพืชผลแล้วครอบครองที่ดินโดยไม่มีสิทธิครอบครองและไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน กับทั้งระบุถึงวันเดือนปีและที่เกิดเหตุ คำฟ้องดังกล่าวเป็นการระบุครบองค์ความผิดตามประมวลกฎหมายทีดินมาตรา ๙ และ ๑๐๘ และมีรายละเอียดเพียงพอที่ถูกต้องตามกฎหมาย คำฟ้องของโจทก์เท่าที่กล่าวนี้ย่อมเป็นคำฟ้องที่รับพิจารณาลงโทษจำเลยได้ จำเลยรับว่าที่ซึ่งจำเลยเข้าครอบครองเป็นที่รกร้างว่างเปล่าและจำเลยเข้าครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ตามคำรับของจำเลยจึงเท่ากับรับว่าที่ซึ่งโจทก์ฟ้องเป็นของรัฐ และจำเลยเข้าครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่อันเป็คำรับตามคำฟ้องของโจทก์ ดังที่วินิจฉัยมาแล้ว แม้ทางพิจารณาจะไม่ได้ความว่าเป็นทั้งที่ดินที่มีประกาศของทางราชการสงวนไว้สำหรับให้ราษฎรใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ ก็ลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ เพราะความตอนนี้เป็นเพียงรายละเอียดเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ส่วนขององค์ความผิดและไม่กระทบกระเทือนแปรเปลี่ยนฟ้องตอนอื่นของโจทก์ แม้โจทก์จะไม่กล่าวความตอนนี้ ฟ้องโจทก์ก็สมบูรณ์ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้เสร็จไปในขั้นนี้ ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๙ ตอนต้นกับอนุมาตรา (๑) พึงแยกข้อความได้ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปยึดถือ ห้ามมิให้ผู้ใดครอบครอง รวมตลอดทั้งห้ามการก่อสร้างหรือเผาป่า กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่า เข้าไปยึดถือครอบครอง ซึ่งจะทำให้เข้าใจคำว่าเข้าไป นั้น ใช้ประกอบทั้งยึดถือและครอบครอง คำว่าเข้าไปยึดถือ และคำว่า ครอบครอง จึงเป็นข้อความแยกต่างหากจากกัน ฉะนั้น ถ้าผู้ใดครอบครองที่ดินอยู่ ก็ย่อมเป็นการกระทำอันฝ่าฝืนกฎหมาย และเป็นความผิดอยู่ทุกขณะที่ทำการครอบครอง จำเลยก็รับอยู่ว่าจำเลยยังคงครอบครองที่ดินอยู่ตลอดมา ฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ขาดาอายุความ พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1691 - 1697/2505 อัยการจังหวัดกระบี่ โจทก์ นายสุภาพ พึ่งวิชา และจำเลยอื่น ๆ อีกรวม 7 สำนวน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดกระบี่ · จำเลย - นายสุภาพ พึ่งวิชา และจำเลยอื่น ๆ อีกรวม 7 สำนวน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สอาด นาวีเจริญ · สัญญา ธรรมศักดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกระบี่ - นายบรรทม จาตกานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายแสงสิทธิ์ พวงนาก
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 712/2559ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1220/2510ฎีกา 620/2490ฎีกา 1368/2509ฎีกา 1294/2509ฎีกา 884/2484ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 2108/2536ฎีกา 831/2532ฎีกา 514/2486ฎีกา 1857/2492ฎีกา 278/2484ฎีกา 1271/2498ฎีกา 4328/2556
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา