คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 880/2505
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อจำเลยยอมให้กักขังแทนค่าปรับแล้ว ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งคืนค่าปรับที่ชำระไปแล้ว แต่มีอำนาจสั่งหักวันกักขังให้ได้ตามสมควร เป็นการแก้ไขในการบังคับค่าปรับตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
จำเลยขอให้ศาลสั่งคืนเงินค่าปรับบางส่วนที่ได้ชำระไปแล้วโดยจำเลยยอมให้กักขังแทนค่าปรับตามคำพิพากษา ศาลย่อมไม่คืนค่าปรับที่ชำระไปแล้วให้แก่จำเลย กรณีเช่นนี้ ศาลย่อมมีอำนาจสั่งแก้ไขหักวันกักขังให้ได้ตามสมควร หาใช่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาไม่ หากแต่เป็นการแก้ไขในการบังคับค่าปรับตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ปรับจำเลยเป็นเงิน ๙๙,๘๐๐ บาท ค่าปรับไม่เสียให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙,๓๐ ถ้าจะต้องกักขัง ให้กักขังเป็นเวลา ๒ ปี ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาฎีกาให้จำเลยฟังแล้วออกหมายกักขังจำเลยแทนค่าปรับเป็นเวลา ๒ ปี โดยหมายเหตุว่าจำเลยชำระค่าปรับแล้ว ๕,๐๐๐ บาท จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยได้ชำระค่าปรับไป ๒ ครั้งเป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท บัดนี้จำเลยยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา คือ ยอมกักขังแทนเงินค่าปรับ จึงขอให้ศาลสั่งคืนเงิน ๕,๐๐๐ บาทที่ชำระไว้นั้นให้แก่จำเลย
ศาลชั้นต้นสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาต่อมา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินจำนวน ๕,๐๐๐ บาทที่จำเลยชำระต่อศาลไว้นั้น เป็นการชำระค่าปรับเพียงบางส่วน ยังไม่ครบตามจำนวนที่ศาลกำหนดไว้ในคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘ จำเลยยังจะต้องชำระอีก ๙๔,๘๐๐ บาทจึงจะครบ ถ้าจำเลยไม่ชำระค่าปรับที่ค้างชำระอยู่ จำเลยจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับที่ค้างชำระนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ วิธีการยึดทรัพย์ใช้ค่าปรับก็ดี การกักขังแทนค่าปรับก็ดี เป็นวิธีที่จะกระทำเพื่อเป็นการชดใช้ค่าปรับ เมื่อจำเลยได้นำค่าปรับบางส่วนมาชำระอันเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะคืนให้จำเลย ฯลฯ จำเลยเพิ่มมาร้องเรียนเพิ่มเติมในขั้นฎีกาว่า หากศาลฎีกาคืนไม่ได้ก็ขอให้หักวันกักขังในจำนวนเงิน ๕,๐๐๐ บาทให้แก่จำเลยในอัตรา ๕ บาทต่อ ๑ วัน ตามมาตรา ๓๐ แห่งประมวลกฎหมายอาญา
ในปัญหาที่ว่า จำเลยร้องขอให้หักวันกักขังในจำนวนเงินซึ่งชำระไว้บางส่วนแล้ว ศาลฎีกาจะมีอำอาจสั่งให้หักวันกักขังได้หรือไม่นั้น โดยมติที่ประชุมเห็นว่า แม้ในที่สุดศาลฎีกาจะได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ปรับจำเลยและว่าค่าปรับไม่เสียให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙,๓๐ ถ้าจะต้องกักขังให้กักขังเป็นเวลา ๒ ปี ดังที่ปรากฎในคดีนี้ก็ตามศาลฎีกาก็ยังมีอำนาจสั่งแก้ไขหักวันกักขังให้ได้ตามสมควร เพราะการนี้หาใช่การแก้ไขคำพิพากษาไม่ หากแต่เป็นการแก้ไขในการบังคับค่าปรับตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ เป็นกิจการในชั้นบังคับคดีอย่างไรก็ดี ตามรูปเรื่องแห่งคดีนี้ เมื่อพิจารณาถึงจำนวนค่าปรับกับเงินที่จำเลยนำมาเสียและเหตุที่จำเลยนำมาเสียก็เพื่อจะได้ขอประกันตัว ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่ายังไม่มีเหตุผลสมควรจะหักวันกักขังให้จำเลย พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 880/2505
อัยการจังหวัดสุรินทร์ โจทก์
นายวีระยุทธ ตัน ที่ 1
นายสงวน แซ่ล้อ ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการจังหวัดสุรินทร์ · 1 - นายวีระยุทธ ตัน ที่ · จำเลย - นายสงวน แซ่ล้อ ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชวน สิงหลกะ · อนุสสรนิติสาร · สำราญ ศิริพันธ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นายผล พิทักษ์พล · ศาลอุทธรณ์ - นายแปล บุณยเกียรติ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา