⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1155/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1155/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลยุติธรรมและศาลทหารต่างมีฐานะเป็นศาลที่ใช้อำนาจตุลาการตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีอำนาจเหนือกัน เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้ ศาลอาญาจึงไม่มีอำนาจสั่งให้ปล่อยตัวบุคคลที่ศาลทหารออกหมายขังไว้ได้

ย่อคำพิพากษา

ศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และศาลทหารตามพระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหารต่างมีฐานะเป็นศาลที่ใช้อำนาจตุลาการตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน จึงต่างไม่มีอำนาจเหมือนกัน ศาลต่อศาลจะมีอำนาจเหนือกันได้ก็แต่เฉพาะที่มีบัญญัติไว้ในกฎหมาย ฉะนั้น ศาลอาญาจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะมีอำนาจสั่งให้ปล่อยตัวบุคคลที่ศาลทหารในเวลาไม่ปกติได้ออกหมายขังไว้ได้ บุคคลที่ลงชื่อในหมายขังของศาลหาใช่กระทำเป็นส่วนตัวไม่ แต่กระทำในนามของศาลและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ตามกฎหมาย จึงต้องถือว่าศาลนั้นเป็นผู้ก่อให้เกิดการขังนั้นขึ้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 นั้น ให้ศาลหมายเรียกเจ้าพนักงานหรือบุคคลอื่นซึ่งก่อให้เกิดการควบคุม ขับ หรือจำคุก ฯ มาได้เท่านั้น จะขยายความออกไปให้ศาลหมายเรียกศาลด้วยกันมาหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.90 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.1 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.2 พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ม.5 พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ม.6

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องทั้ง ๕๐ คนยื่นคำร้องต่อศาลอาญาว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลพลเรือน ได้ถูกฟ้องต่อศาลทหารในเวลาไม่ปกติ (สังกัดกระทรวงกลาโหม) ฐานกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.๒๔๙๕ และความผิดต่อความมั่นคงของรัฐโดยอัยการศาลทหารนั้นอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พระราชบัญญัติอัยการศึก และประกาศคณะปฎิวัติฉบับที่ ๑๐ (๒) กับฉบับที่ ๑๕ ศาลทหารในเวลาไม่ปกติจึงได้รับประทับฟ้องและออกหมายขังผู้ร้องทุกคนไว้ ผู้ร้องถือว่า ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๒ (๒) และฉบับที่ ๑๕ ที่กำหนดให้บรรดาคดีที่มีข้อหาเช่นผู้ร้องนี้ต้องไปอยู่ในอำนาจศาลทหารในเวลาไม่ปกติพิจารณาพิพากษานั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเมื่อประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๐๒ เมื่อ ๒๘ มกราคม ๒๕๐๒ แล้ว อำนาจคณะปฎิวัติก็หมดสิ้นไป ประกาศคณะปฏิวัติทั้ง ๒ ฉบับนี้จึงตกเป็นโมฆะใช้บังคับต่อมามิได้ ทั้งเป็นประกาศที่ขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย ศาลทหารในเวลาไม่ปกติจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลพลเรือนต้องหาเช่นนี้และย่อมไม่มีอำนาจออกหมายขังผู้ร้องได้โดยชอบ จึงเป็นการขังที่ผิดกฎหมาย ผู้ร้องอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๐ ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าเป็นอำนาจของศาลยุติธรรม โดยเฉพาะ ศาลอาญาย่อมมีอำนาจรับพิจารณาวินิจฉัย จึงขอให้ศาลอาญาพิพากษาปล่อยตัวผู้ร้องทั้งหมดไปทันที ศาลอาญาสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา แต่เห็นว่าไม่จำต้องมีการไต่สวนก็พอวินิจฉัยได้แล้วมีคำสั่งให้ยกร้องของบรรดาผู้ร้องเสีย ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในผล ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ในการที่จะวินิจฉัยสั่งควรให้เป็นไปตามคำร้องของผู้ร้องได้หรือไม่นั้นสำคัญอยู่ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๙๐ คือจะต้องพิจารณาว่ามาตรานี้จะนำมาใช้บังคับในกรณีที่ศาลหนึ่งออกหมายขังไว้ แต่จะขอให้อีกศาลหนึ่งสั่งปล่อยผู้ที่ถูกขังอยู่ตามหมายนั้นได้หรือไม่ ก่อนอื่นศาลฎีกาเห็นว่า ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ แม้จะสังกัดอยู่ในกระทรวงกลาโหม ก็มีฐานะเป็นตามที่ใช้อำนาจตุลาการตามรัฐธรรมนูญทำการพิจารณาพิพากษาคดีของรัฐเช่นเดียวกับศาลตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องดำเนินไปตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกัน ศาลอาญาจึงไม่มีอำนาจเหนือศาลทหารใด ๆ ซึ่งเป็นศาลตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารไปได้ ศาลต่อศาลจะมีอำนาจเหนือกันก็แต่เฉพาะที่มีบทบัญญัติไว้ในธรรมนูญศาลหรือกฎหมายใดโดยแจ้งชัด พิจารณาโดยนัยนี้ก็ย่อมเห็นอยู่ว่า ศาลอาญาไม่อยู่ในฐานะที่จะมีอำนาจสั่งให้ปล่อยตัวผู้ร้องได้ พิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๐ ต่อไป ก็เห็นชัดว่าไม่มีความหมายที่จะให้ศาลหนึ่งสั่งปล่อยบุคคลที่อีกศาลหนึ่งออกหมายขังไว้ได้ด้วยเลย จะเห็นได้จากความที่บัญญัติในวรรคท้ายว่า "เมื่อได้รับคำสั่งดังนั้น ให้ศาลหมายเรียกเจ้าพนักงานหรือบุคคลอื่นซึ่งก่อให้เกิดการควบคุม ขังหรือจำคุก และผู้ที่ถูกควบคุม ขัง หรือจำคุกมาพร้อมกัน ถ้าเป็นที่พอใจ ศาลว่าการควบคุมหรือการขังนั้นผิดกฎหมาย หรือการจำคุกนั้นผิดจากคำพิพากษา ก็ให้ศาลสั่งปล่อยตัวผู้นั้นไป " ซึ่งไม่มีทางเข้าใจไปได้เลยว่าให้ศาลที่ได้รับคำร้องหมายเรียกศาลอีกศาลหนึ่งที่ก่อให้เกิดการขังมาได้ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ กฎหมายให้ศาลหมายเรียกผู้ที่ก่อให้เกิดการควบคุม ขัง หรือ จำคุกมาเพื่อพิจารณาคำร้องขอให้สั่งปล่อยได้เฉพาะบุคคลซึ่งอาจจะเป็นเจ้าพนักงานหรือมิใช่เจ้าพนักงานก็ได้เท่านั้น จะขยายความออกไปให้ศาลหมายเรียกด้วยกันมาหาได้ไม่ จริงอยู่ตามคำร้องของผู้ร้องระบุมาว่า ผู้ร้องคนใดถูกขับอยู่โดยหมายขังของนายทหารคนใด ในคดีหมายเลขดำเท่านั้นเท่านี้ และขอให้ศาลหมายเรียกนายทหารที่ระบุนามเป็นเจ้าของหมายเหล่านั้น มาทำการไต่สวน ซึ่งก็คงจะให้ถือว่านายทหารเจ้าของหมายเหล่านั้นเป็นผู้ก่อให้เกิดการขังโดยผิดกฎหมายนั่นเอง แต่ศาลฎีกาเห็นว่า หมายขังนั้น ๆ จะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากเป็นของศาลทหารที่ประทับรับฟ้องคดีที่ผู้ร้องเป็นจำเลยไว้พิจารณาพิพากษา บุคคลผู้ที่ลงชื่อในหมายหาใช่กระทำเป็นส่วนตนเองไม่ แต่กระทำในนามของศาลและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ตามกฎหมาย จึงต้องถือว่าศาลนั้นต่างหากที่ก่อให้เกิดการขังผู้ร้องไว้ หาใช่บุคคลผู้ที่ลงชื่อในหมายเป็นผู้ก่อให้เกิดการขังผู้ร้องไม่ บุคคลผู้ลงชื่อในหมายขังจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะต้องถูกศาลหมายเรียกตัวมาตามความในมาตรา ๙๐ วรรคท้ายนั้นเลย เป็นอันไม่มีทางออกอีกที่จะนำมาตรา ๙๐ มาใช้บังคับแก่กรณีเช่นนี้ได้ คำร้องของผู้ร้องที่อาศัยมาตรา ๙๐ นั้น เป็นมูลฐานจึงต้องตกไปทันที โดยมิพักต้องพิจารณาข้ออ้างอิงใด ๆ ของผู้ร้องที่ว่าศาลทหารในเวลาไม่ปกติไม่มีอำนาจเหนือคดีของผู้ร้องก็ดี หรือว่าศาลนั้นไม่มีอำนาจขังผู้ร้องได้โดยชอบด้วยกฎหมายก็ดี เพราะนอกจากไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาไปถึงด้วยดุจกล่าวไว้ข้างต้นแล้ว เป็นข้อที่ศาลทหารในเวลาไม่ปกติที่ประทับรับฟ้องคดีที่ผู้ร้องเป็นจำเลยไว้เท่านั้น ที่จะพิจารณาวินิจฉัยตามกระบวนความ และตามอำนาจแห่งธรรมนูญศาลโดยเฉพาะ หามีบทกฎหมายใดอันชอบที่จะนำมาสนับสนุนคดีให้ผันแปรไปจากที่กล่าวไว้นี้ได้ไม่ พิพากษายืน ยกฎีกาผู้ร้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1155/2506 นายเทพ โชตินุชิต กับพวก รวม 50 คน ผู้ร้อง

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้อง - นายเทพ โชตินุชิต กับพวก รวม 50 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)การุณย์นราทร · สารกิจปรีชา · ห้วน ประชาบาล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายสุธรรม วรรณแสง · ศาลอุทธรณ์ - นายเปลี่ยน เริ่มก่อสกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2131/2521ฎีกา 2771/2524ฎีกา 660/2491ฎีกา 423/2512ฎีกา 893/2523ฎีกา 326-327/2505ฎีกา 14293/2553ฎีกา 1200/2504ฎีกา 1785/2513ฎีกา 6935/2544ฎีกา 1368/2550ฎีกา 814/2522ฎีกา 771-772/2506ฎีกา 8721/2549ฎีกา 1247/2526ฎีกา 1978/2522ฎีกา 1557/2503ฎีกา 3118/2523ฎีกา 822/2523ฎีกา 542/2492ฎีกา 211/2552ฎีกา 392/2522ฎีกา 1963/2515ฎีกา 344/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา