คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1464/2506
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโต้แย้งสิทธิในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ถือเป็นคดีมีข้อพิพาทที่ต้องฟ้องต่อศาล
ย่อคำพิพากษา
การร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนชื่อบุคคลผู้ไม่มีสิทธิออกจากแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1 ) นั้น เห็นได้ว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น ระหว่างผู้ร้องกับผู้มีชื่อในแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ว่าใครมีสิทธิเหนือที่ดินดีกว่ากัน เป็นคดีมีข้อพิพาทแล้ว จึงต้องเริ่มคดีโดยทำเป็นคำฟ้องต่อศาล
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า นางฉ่ำ มารดา ซึ่งตายเมื่อ ต้น พ.ศ.๒๕๐๓ ทำพินัยกรรมยกที่ดิน ๑ แปลง ราคา ๒๐,๐๐๐ บาทให้ผู้ร้อง ผู้ร้องปกครองตลอดมา เมื่อ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๐๕ ผู้ร้องได้ขอให้เจ้าพนักงานอำเภอบังใหญ่ลงทะเบียนเป็นชื่อผู้ร้อง แต่เจ้าพนักงานไม่อาจจดทะเบียนให้ได้ เพราะนายไพรัชน้องผู้ร้องได้แจ้งการครอบครอง (ส.ค.๑) แสดงว่าเป็นเจ้าของ ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะที่ดินมิใช่ของนายไพรัช นางฉ่ำให้นายไพรัชไปแจ้ง ส.ค.๑ แทนเท่านั้น นายไพรัชตายระหว่าง พ.ศ.๒๕๐๒ จึงขอให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเพิกถอนชื่อนายไพรัล ออกจาก ส.ค.๑และแสดงว่าที่ดินดังกล่าวผู้ร้องเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย
ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้อง เพราะในฐานะผู้ร้องไม่มีเหตุจะใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘๑ ก็ไม่ให้อำนาจผู้ร้องมาร้องต่อศาลในกรณีเช่นนี้
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีมีข้อโต้แย้ง ผู้ร้องจึงมีเหตุที่จะใช้สิทธิทางศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ แต่เป็นคดีมีข้อพิพาท จะต้องเริ่มคดีโดยทำเป็นคำร้องแต่ผู้ร้องเสนอคดีโดยทำเป็นคำร้อง จึงไม่ชอบที่ศาลจะรับไว้
ผู้ร้องฎีกาว่า คดีของผู้ร้องมีความจำเป็นต้องใช้สิทธิในทางศาลต้องตามกฎหมายแล้ว เพราะแม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ จำต้องมีกฎหมายสนับสนุนจึงจะรับคำร้องก็ดี ก็มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔ ให้อำนาจศาลแล้ว หากจะให้รอจนกว่าจะมีข้อพิพาทกับทายาทไพรัชนั้น หากทายาทนายไพรัชไม่เกี่ยวข้อง ข้อพิพาทไม่มีเสนอ มิต้องรอไปอย่างไม่มีกำหนดหรือ ผู้ร้องจะโอน จะจดทะเบียนเกี่ยวกับกิจการไฉนจะทำได้ จึงขอให้รับคำร้องไว้พิจารณา
ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ผู้ร้องกล่าวในคำร้องว่า ที่ดินรายนี้เดิมเป็นของนางฉ่ำ นางฉ่ำตาย เป็นมรดกตกได้แก่ผู้ร้อง และนางฉ่ำให้นายไพรัชไปแจ้งการครอบครอง แต่นายไพรัชกลับไปแจ้งเป็นของนายไพรัชเอง เป็นเหตุให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจจดทะเบียนให้ผู้ร้องได้นั้น เป็นการอ้างว่านายไพรัชไม่มีสิทธิเหนือที่ดินรายนี้ แต่นายไพรัชกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะทำให้เจ้าของที่ดินรายนี้เสียหาย ผู้ร้องจึงมีสิทธิจะเรียกให้นายไพรัชหรือผู้รับมรดกของนายไพรัชเพิกถอนการแจ้งการครอบครองได้ รูปคดีของผู้ร้องจึงแสดงว่ามีข้อโต้แย้งระหว่างผู้ร้องกับนายไพรัชว่า ใครจะเป็นผู้มีสิทธิเหนือที่ดินรายนี้ เกิดขึ้นแล้ว หาใช่เป็นคดีไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่มีข้อพิพาท ซึ่งจะต้องรอจนกว่าจะมีข้อโต้แย้ง มีข้อพิพาท ดังผู้ร้องฎีกาไม่ ส่วนข้อที่ผู้ร้องกล่าวว่า หากทายาทนายไพรัชไม่เกี่ยวข้อง ข้อพิพาทไม่มีเลยนั้น ก็แสดงว่าเขายินยอมที่จะเพิกถอนการแจ้งการครอบครองให้แล้ว จึงเป็นกรณีที่ไม่มีข้อโต้แย้งที่ผู้ร้องจะเสนอคดีของตนต่อศาลได้ คดีของผู้ร้องนี้ ชั้นเดิมมิใช่เป็นคดีที่ไม่มีข้อพิพาท และไม่ใช่คดีที่จะเสนอได้โดยทำเป็นคำร้องขอแต่อย่างใด เมื่อคดีของผู้ร้องเป็นคดีอันมีข้อพิพาท ผู้ร้องก็จะต้องเริ่มคดีโดยยื่นเป็นคำฟ้องต่อศาล ฎีกาของผู้ร้องไม่มีเหตุที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลล่าง
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1464/2506
นางสอาด แสงวรรณกุล ผู้ร้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | ผู้ร้อง - นางสอาด แสงวรรณกุล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พร สุขารมณ์ · ประมูล สุวรรณศร · ยง เหลืองรังษี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายจำรัว ทัพแสง · ศาลอุทธรณ์ - นายจินตา บุณยอาคม |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา