⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1858-1859/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1858-1859/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ส่วนราชการของรัฐดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินรกร้างว่างเปล่าเพื่อพลเมืองใช้ร่วมกันตามหน้าที่ของส่วนราชการนั้น ไม่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย และเมื่อที่ดินนั้นกลายสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว ส่วนราชการที่มีหน้าที่ดูแลรักษาย่อมมีสิทธิฟ้องผู้บุกรุกให้ออกไปได้

ย่อคำพิพากษา

บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 ที่ว่า ถ้ารัฐบาลต้องการจะหวงห้ามที่ดินรกร้างว่าเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อประโยชน์ใดๆ ก็ให้ดำเนินการหวงห้ามตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ โดยต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษานั้น เป็นบทบัญญัติกำหนดวิธีการที่รัฐบาลต้องการจะหวงห้ามที่ดินสาธารณสมบัติไว้เพื่อประโยชน์ของรัฐในภายหน้า ไม่มีกฎหมายห้าม ณ ที่ใดว่า ส่วนราชการของรัฐจะดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติออกโฉนดซึ่งใช้อยู่ขณะนั้น สำหรับให้พลเมืองใช้ร่วมกันตามหน้าที่ของส่วนราชการไม่ได้ เทศบาลซึ่งมีหน้าที่จัดให้มีสุสานและฌาปนสถานตามพระราชบัญญัติเทศบาล ดำเนินการขอจับจองที่ดินรกร้างว่างเปล่าจนได้รับใบเหยียบย่ำและทำเป็นฌาปนสถานสำหรับราษฎร ใช้ฝังและเผาศพมา 20 ปีเศษแล้ว จนกลายสภาพเป็นที่สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) แล้ว จังหวัดซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และเทศบาล ย่อมมีสิทธิและอำนาจฟ้องผู้บุกรุกเข้ายึดถือเอาที่ดินดังกล่าวเป็นของตนให้ออกไปได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2495 ม.37 พระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 ม.4 พระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 ม.5 พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ม.54

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล มีหน้าที่จัดให้มีสุสานและฌาปนสถานไว้เพื่อให้ประชาชนให้ร่วมกัน และมีหน้าที่ดูแลคุ้มครองป้องกันที่สาธารณประโยชน์ซึ่งประชาชนใช้ร่วมกันอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ที่ 1 ได้มีคำสั่งให้โจทก์ที่ 2 จับจองที่ดินเพื่อจัดทำเป็นฌาปนกิจสถานสำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน โจทก์ที่ 2 จึงได้จับจองที่พิพาท นายอำเภอได้ออกประกาศโฆษณาและออกใบเหยียบย่ำให้โดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2511 โจทก์ที่ 2 ให้พนักงานเทศบาลไปแผ้วถางที่พิพาทในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 19/2511 จึงพบเห็นนายเมืองจำเลยในสำนวนแรกบุกรุกเข้าไปโก่นสร้างถากถางและปลูกบ้านอยู่อาศัยในเขตฌาปนกิจสถาน และทราบว่านายบานจำเลยในคดีหลังได้ยื่นเรื่องราวขอจับจองที่ดินด้วยความเท็จว่าเป็นที่รกร้างว่างเปล่า นายอำเภอหลงเชื่อจึงออกใบจับจองให้ ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวาร กับให้เพิกถอนใบจับจองและใบเหยียบย่ำที่อำเภอออกให้นายบานด้วย จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ที่ 2 ได้มาซึ่งที่พิพาทด้วยการจับจองอันมิชอบด้วยกฎหมาย จะต้องได้มาโดยการหวงห้ามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478 ที่พิพาทอยู่นอกเขตเทศบาล โจทก์ที่ 2 หามีอำนาจไปจัดการนอกเขตเทศบาลได้ไม่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มีความเห็นแย้ง ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ว่า โจทก์ขอจับจองที่พิพาทจะเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478 หรือไม่ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ว่า ถ้ารัฐบาลต้องการจะหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อประโยชน์ใด ๆ ก็ให้ดำเนินการหวงห้ามตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ โดยต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษานั้น เป็นบทบัญญัติกำหนดวิธีการที่รัฐบาลต้องการจะหวงห้ามที่ดินสาธารณสมบัติไว้เพื่อประโยชน์ของรัฐในภายหน้าแต่ก็ไม่มีกฎหมายห้ามไว้ ณ ที่ใดว่า ส่วนราชการของรัฐจะดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดินซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้นสำหรับให้พลเมืองใช้ร่วมกันตามหน้าที่ของส่วนราชการนั้นไม่ได้ โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นเทศบาลมีหน้าที่จัดให้มีสุสานและฌาปนสถานตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และได้ดำเนินการขอจับจองที่พิพาทซึ่งเดิมเป็นที่รกร้างว่างเปล่าจนได้รับใบเหยียบย่ำ และทำที่พิพาทเป็นฌาปนสถานสำหรับให้ราษฎรใช้ฝังและเผาศพมา 20 ปีเศษแล้ว จนกลายสภาพจากที่รกร้างว่างเปล่าเป็นที่สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2) โจทก์ที่ 1 เป็นผู้มีหน้าที่คุ้มครอง ดูแลรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2495 มาตรา 37ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2499 โจทก์ที่ 2 มีหน้าที่จัดให้มีสุสานและฌาปนสถาน และเป็นผู้ครอบครองดูแลที่พิพาทรายนี้ ย่อมมีสิทธิและอำนาจฟ้องผู้บุกรุกเข้ายึดถือที่ดินเพื่อเอาเป็นของตนให้ออกไปได้ พิพากษายกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ใหม่ตามรูปความ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1858 - 1859/2515 จังหวัดสกลนคร โดยนายโบแดง จันตะเสน โจทก์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ 1 เทศบาลเมืองสกลนคร โจทก์ โดยนายดาบชัย อัคราช นายกเทศมนตรี ที่ 2 โจทก์ นายเมือง แกมสมดี กับสำนวนอื่นรวม 2 สำนวน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - จังหวัดสกลนคร โดยนายโบแดง จันตะเสน · โจทก์ - ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ 1 เทศบาลเมืองสกลนคร · โจทก์ - โดยนายดาบชัย อัคราช นายกเทศมนตรี ที่ 2 · จำเลย - นายเมือง แกมสมดี กับสำนวนอื่นรวม 2 สำนวน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จำรูญ โชติรัต · สวัสดิ์ ภู่งาม · อุทัย ศุภนิตย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2393/2523ฎีกา 1793/2549ฎีกา 631/2541ฎีกา 305/2511ฎีกา 7592/2542ฎีกา 130/2538ฎีกา 3409/2554ฎีกา 4219/2556ฎีกา 162/2512ฎีกา 1563/2537ฎีกา 818/2536ฎีกา 404/2526ฎีกา 108/2545ฎีกา 344/2531ฎีกา 9671/2539ฎีกา 7177/2545ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา