⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 162/2512

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2512

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเช่าห้องโจทก์ 2 ห้อง คือ ห้องเลขที่ 123 - 125 ตามสัญญาเช่ากำหนดว่า ค่าเช่าเดือนละ 500 บาท มิได้แบ่งเป็นค่าเช่าห้องละ 250 บาท เคหะหลังที่เช่าจึงมิใช่เคหะคุ้มครองตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504 เงินแป๊ะเจี๊ยะคือเงินกินเปล่า ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่า แม้จำเลยจะให้ผู้ให้เช่าไป ก็ไม่ทำให้สัญญาเช่ามีลักษณะตอบแทนเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา นอกจากนี้ในสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับผู้ให้เช่ามิได้ระบุถึงเงินรายนี้ที่จะให้เห็นว่าเป็นสัญญาเช่าที่มีลักษณะตอบแทนเป็นพิเศษเกี่ยวกับการให้เช่าจนตลอดชีวิต และต่อไปจนถึงบุตรภรรยาจำเลยด้วย อันจะทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดพิเศษ นอกไปจากให้ค่าแป๊ะเจี๊ยะตามปกติธรรมดาของการเช่า เมื่อสัญญาเช่าเป็นสัญญาเช่าธรรมดาไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อายุของการเช่าคงลดลงมาให้มีผลบังคับกันได้เพียง 3 ปี พ้นกำหนดแล้วถือว่าเป็นการเช่าโดยไม่มีกำหนดเวลา โจทก์บอกเลิกการเช่าล่วงหน้าตามกฎหมายแล้ว ย่อมฟ้องขอให้ขับไล่ได้ เมื่อสัญญาเช่ามีผลให้ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้เพียง 3ปี กำหนดเวลาเช่าที่เกินจาก 3 ปี ตามที่ตกลงกันไว้ไม่มีผลบังคับกันต่อไป เพราะไม่ได้จดทะเบียนไว้ จึงไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเหลืออยู่และโดยที่ผู้เช่ายังครองทรัพย์สินอยู่ต่อมาโดยผู้ให้เช่าไม่ทักท้วง จึงถือว่าเป็นการเช่าโดยไม่มีกำหนดเวลาและข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาเช่าเดิมย่อมระงับและหมดสิ้นไปจึงไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับระยะเวลาเช่าที่จะบังคับให้ไปจดทะเบียนได้ตามที่จำเลยขอ เมื่อการซ่อมแซมเป็นการซ่อมเพื่อความสะดวกสะบายในการอยู่และความสวยงาม ไม่ใช่ต้องซ่อมเพราะความจำเป็นและสมควรเพื่อการรักษาทรัพย์ที่เช่า ทั้งบางรายการก็เป็นการซ่อมแซมเล็กน้อย ผู้เช่าจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าซ่อมแซมอาคารพิพาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.538 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.547 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.550 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.553 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.566 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.570 พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าห้องแถวเลขที่ ๑๒๓ - ๑๒๕ จากนายมนัส ผู้จัดการแทนนายคี้ โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องนี้มา โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่า จำเลยไม่ยอมออก จึงฟ้องขับไล่ ให้ชำระค่าเช่าและค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า โจทก์กับนายมนัสพี่ชายและนางฮกกิ้มร่วมคิดกันวางแผนการทำการโอนบ้านรายพิพาทเพื่อหาวิธีขึ้นค่าเช่าและเรียกเงินกินเปล่าและจำเลยได้ฟ้องแย้ง ศาลรับฟ้องแย้งเฉพาะข้อที่ขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนการเช่า และเสียค่าซ่อมแซมอาคารพิพาท ศาลชั้นต้นเรียกนายมนัสและนางฮกกิ้มเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวาร ให้จำเลยใช้ค่าเช่าและค่าเสียหาย โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะค่าเสียหายเป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๐๘ เดือนละ ๑,๕๐๐ บาท ฯลฯ จำเลยฎีกา ปัญหาที่ว่า การเช่ารายนี้ได้รับความคุ้มครองของกฎหมายควบคุมการเช่าเคหะและที่ดินหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏชัดตามสัญญาเช่าว่า ค่าเช่าที่ตกลงกันตายตัวเดือนละ ๕๐๐ บาท มิได้แบ่งเป็นค่าเช่าห้องละ ๒๕๐ บาทดังจำเลยอ้าง ห้องเช่า ๒ ห้องรื้อฝากั้นรวมเป็นเคหะหลังเดียว เคหะหลังที่เช่าจึงไม่ใช่เคหะคุ้มครองตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ. ๒๕๐๔ซึ่งควบคุมแก่เคหะที่มีค่าเช่าไม่เกินเดือนละ ๓๐๐ บาท ปัญหาที่ว่า สัญญาเช่ารายนี้เป็นสัญญาต่างตอบแทนหรือไม่จำเลยว่าในการเช่า จำเลยได้ยอมหักหนี้ที่นายมนัสเป็นลูกหนี้จำเลยอยู่ลง ๑ แสนบาทตอบแทนที่จำเลยให้เช่าอยู่ตลอดชีวิต ศาลฎีกาเห็นว่าแม้จะมีการหักหนี้ให้แก่นายมนัสผู้ให้เช่าจริง เงินค่าแป๊ะเจี๊ยะคือเงินกินเปล่าถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่า แม้จำเลยจะให้ผู้ให้เช่าไป ก็ไม่ทำให้สัญญานี้มีลักษณะตอบแทนเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา นอกจากนั้นในสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับนายมนัสในคดีนี้มิได้ระบุถึงเงินรายนี้ที่จะให้เห็นว่าเป็นสัญญาเช่าที่มีลักษณะตอบแทนเป็นพิเศษเกี่ยวกับการให้เช่าจนตลอดชีวิตและต่อไปจนถึงบุตรภรรยาจำเลยด้วย อันจะทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดพิเศษนอกไปจากให้ค่าแป๊ะเจี๊ยะตามปกติธรรมดาของการเช่า เมื่อสัญญาเช่าเป็นสัญญาเช่าธรรมดาไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อายุของการเช่าคงลดมาให้มีผลบังคับกันได้เพียง๓ ปี พ้นกำหนดแล้วถือว่าเป็นการเช่าโดยไม่มีกำหนดเวลา โจทก์บอกเลิกการเช่าล่วงหน้าตามกฎหมายแล้ว ย่อมฟ้องขอให้ขับไล่ได้ จำเลยฎีกาขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนสัญญาเช่าให้แก่จำเลยตามสัญญาข้อ ๔ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อสัญญาเช่ามีผลให้ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้เพียง ๓ ปี กำหนดเวลาเช่าที่เกินจาก ๓ ปี ตามที่ตกลงกันไว้ไม่มีผลบังคับกันต่อไป เพราะไม่ได้จดทะเบียนไว้จึงไม่มีข้อตกลงเกี่ยวแก่กำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเหลืออยู่ และโดยที่จำเลยยังครองทรัพย์สินอยู่ต่อมาโดยผู้ให้เช่าไม่ทักท้วง จึงถือว่าเป็นการเช่าโดยไม่มีกำหนดเวลา และข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาเช่าเดิมย่อมระงับและหมดสิ้นไป จึงไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับระยะเวลาเช่าที่จะบังคับให้ไปจดทะเบียนได้ตามที่จำเลยขอ ในเรื่องค่าซ่อมแซมอาคารพิพาท ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อการซ่อมแซมเป็นการซ่อมเพื่อความสะดวกสบายในการอยู่และความสวยงาม ไม่ใช่ต้องซ่อมเพราะความจำเป็นและสมควรเพื่อการรักษาทรัพย์ที่เช่า ทั้งบางรายการก็เป็นการซ่อมแซมเล็กน้อย จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินรายนี้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2512 นางวิภา เกียรติแสงศิลป์ โจทก์ นายมนัส ธรรมารักษ์ นางฮกกิ้ม ธรรมารักษ์ โจทก์ร่วม นายซื้อโพ้ย แซ่ปึง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางวิภา เกียรติแสงศิลป์ · โจทก์ร่วม - นายมนัส ธรรมารักษ์ นางฮกกิ้ม ธรรมารักษ์ · จำเลย - นายซื้อโพ้ย แซ่ปึง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชลัม รุทระวณิช · สวิง ลัดพลี · ลออง จุลกะเศียน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดตรัง - นายเนิ่น อนุโรจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสว่าง ภูวะปัจฉิม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1798/2506ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 863/2524ฎีกา 9188/2538ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา