⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1885/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1885/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ร้องสอดมีสิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีได้ หากตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า ทรัพย์สินที่จำเลยเช่าเป็นของโจทก์และมารดาโจทก์ร่วมกัน จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ ครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้ว ขอให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าทรัพย์สินที่เช่าเป็นของมารดาโจทก์ผู้เดียว จำเลยเป็นสามีมารดาโจทก์และเป็นบิดาเลี้ยงโจทก์ เหตุที่ต้องทำสัญญาเช่ากันเนื่องจากมารดาโจทก์ไม่ไว้ใจจำเลย กลัวจำเลยทำหนี้สินผูกพันทรัพย์สินที่เช่า มารดาโจทก์จึงให้โจทก์จำเลยทำสัญญาเช่าไว้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง มารดาโจทก์ยื่นคำร้องสอดว่าทรัพย์สินที่เช่าเป็นของผู้ร้องสอดผู้เดียว สัญญาเช่าที่โจทก์ฟ้องจำเลยนั้น โจทก์จำเลยมิได้มีเจตนามุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ต่อกันดังที่จำเลยให้การ โจทก์มีเจตนาไม่สุจริตแอบเอาสัญญาเช่าไปจากครอบครองของผู้ร้องสอดเพื่อฉ้อโกงทรัพย์ตามสัญญาเช่าเป็นของโจทก์ จึงขออนุญาตเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 ดังนี้ ข้อทีโต้เถียงกันทำให้เกิดปรเด็นแห่งคดีว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทเป็นของโจทก์กับผู้ร้องสอดหรือว่าเป็นของผู้ร้องสอดผู้เดียว ถ้าเป็นของผู้ร้องสอดผู้เดียว สัญญาเช่าก็อาจไม่มีเจตนาผูกพันกันดังที่จำเลยและผู้ร้องสอดต่อสู้ไว้ผู้ร้องสอดจึงมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2) ขอบที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำหนังสือสัญญาเช่าโรงหีบและเครื่องอุปกรณ์ทำโรงหีบพร้อมทั้งที่ดินของโจทก์มีกำหนด ๓ ปี ดังสำเนาสัญญาเช่าท้ายฟ้อง ทรัพย์สินดังกล่าวโจทก์กับนางเข็งมารดาโจทก์มีกรรมสิทธิร่วมกัน เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบว่าถ้าจะเช่าต่อไปก็ให้มาทำสัญญาเช่ากันโจทก์ จำเลยกลับเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหายขอให้ศาลบังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายและให้จำเลยส่งมอบทรัพย์สนิที่เช่าคืนให้โจทก์และให้ขับไล่จำเลยกับบริวารออกไปให้พ้นที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่า โรงหีบเครื่องอุปกรณ์ทำโรงหีบและที่ดินตามสัญญาเช่าท้ายฟ้องเป็นของนางเข็งมารดาโจทก์จำเลยเป็นสามีนางเข็ง เป็นบิดาเลี้ยงโจทก์ ขณะทำสัญญาเช่าท้ายฟ้องจำเลยอยู่เรือนเดียวกับนางเข็ง นางเข็งไม่ไว้ใจจำเลยกลัวจำเลยผู้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการทำโรงหีบจะนำเงินรายได้ไปใช้สอบโดยพละการ และกลัวจำเลยจะนำโรงหีบและเครื่องอุปกรณ์ไปจำนองจำนำทำหนี้ผูกพันทรัพย์สิน นางเข็งจึงให้โจทก์จำเลยทำสัญญาเช่าท้ายฟ้อง โจทก์มิได้เป็นเจ้าของโรงหีบและเครื่องอุปกรณ์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นางเข็ง สุขสวัสดิ์ ยื่นคำร้องสอดว่าโรงหีบเครื่องอุปกรณ์ทำโรงหีบและที่ดินเป็นของผู้ร้องสอด มิใช่เป็นของโจทก์ดังฟ้อง จำเลยเป็นสามีผู้ร้องสอดแต่มิได้จดทะเบียนสมรส ผู้ร้องสอดประสงค์จะให้จำเลยซึ่งเป็นบิดาเลี้ยงของโจทก์จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการทำโรงหีบของผู้ร้องสอดในนามของจำเลย แต่หวาดเกรงว่าจำเลยจะเอาเงินทุนและรายได้ไปใช้เสียหมด และเพื่อป้องกันมิให้จำเลยทำหนี้สินผูกพันโรงหีบและเครื่องอุปกรณ์ทำโรงหีบ ผู้ร้องสอดจึงให้โจทก์ลงชื่อเป็นผู้ให้เช่าในสัญญาเช่าโดยโจทก์จำเลยมิได้มีเจตนามุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์มีเจตนาไม่สุจริต แอบนำเอาสัญญาเช่าไปจากครอบครองของผู้ร้องสอดเพื่อคิดฉ้อโกงทรัพย์ตามสัญญาเช่าเป็นของโจทก์ จึงขออนุญาตเข้าแทนที่จำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๕๗ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ความจริงระหว่างผู้ร้องกับโจทก์จะเป็นอย่างไรไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดีนี้ ยังไม่มีเหตุอันควรที่ผู้ร้องจะร้องเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นนี้ ให้ยกคำร้องสอดของนางเข็งเสีย นางเข็งผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ไม่ปรากฎว่าที่ผู้ร้องสอดขอเข้าแทนที่จำเลยนั้นได้รับความยินยอมจากจำเลย พิพากษายืน นางเข็งผู้ร้องสอดฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าทรัพย์รายพิพาทเป็นของโจทก์ร่วมกับผู้ร้องสอดแต่จำเลยและผู้ร้องสอดต่างโต้เถียงว่าทรัพย์พิพาทเป็นของผู้ร้องสอดแต่ผู้เดียว จึงทำให้เกิดประเด็นแห่งคดีว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทเป็นของโจทก์กับผู้ร้องสอดหรือว่าเป็นของผู้ร้องสอดผู้เดียว ถ้าเป็นของผู้ร้องสอดผู้เดียว สัญญาเช่าก็อาจไม่มีเจตนาผูกพันกันดังที่จำเลยและผู้ร้องสอดต่อสู้ไว้ จึงเห็นได้ว่าผู้ร้องสอดมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๕๗(๒) หาใช่ว่าข้อโต้เถียงระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดไม่มีประเด็นเกี่ยวกับคดีนี้ดังที่ศาลชั้นต้นกล่าวมานั้นไม่ เมื่อได้ตรวจดูคำให้การของจำเลยและคำร้องของผู้ร้องสอดแล้วก็เห็นว่าต่างอ้างข้อต่อสู้คดีกับโจทก์ผสมกลมกลืนกันทุกอย่าง สรุปว่า ทรัพย์รายพิพาทไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายผู้ร้องสอดแต่ลำพัง และทนายผู้ยื่นคำร้องสอดก็คือทนายของจำเลยนั่นเอง ทั้งฝ่ายจำเลบรับสำเนาคำร้องสอดมาแล้ว นอกจากจะไม่คัดค้นอย่างใดแล้ว ทนายคนเดียงกันซึ่งเป็นตัวแทนจำเลยและตัวแทนผู้ร้องสอดย่อมรู้เรื่องก็อยู่แล้ว จึงต้องฟังว่าจำเลยได้ยินยอมให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าผู้ร้องสอดยังไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฉะนั้น จะถือว่าผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยแทนที่จำเลยดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ หรือจะถือว่าขอเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ก็ไม่ใช่ข้อสำคัญในคดีที่จะต้องคำนึงถึงในขั้นนี้ ฯลฯ พิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์โดยอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีได้ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1885/2506 นางฉอ้อน สุขปาลี โจทก์ นายเพ่งฮุย แซ่ตั้ง จำเลย นางเข็ง สุขสวัสดิ์ ผู้ร้องสอด

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางฉอ้อน สุขปาลี · จำเลย - นายเพ่งฮุย แซ่ตั้ง · ผู้ร้องสอด - นางเข็ง สุขสวัสดิ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ห้วน ประชาบาล · การุณย์นราทร · ยุ้ย อาตมียะนันทน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชลบุรี - นายอัมพล สุวรรณภักดี · ศาลอุทธรณ์ - นายแถม วิริสาลี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10749/2553ฎีกา 4206/2531ฎีกา 1483/2544ฎีกา 1109/2493ฎีกา 1739/2500ฎีกา 4526/2536ฎีกา 1940/2546ฎีกา 652/2510ฎีกา 2617/2524ฎีกา 4431/2553ฎีกา 3797-3798/2540ฎีกา 3844/2535ฎีกา 5625/2541ฎีกา 988/2485ฎีกา 609/2526ฎีกา 2395/2538ฎีกา 8818/2551ฎีกา 943/2513ฎีกา 1723/2534ฎีกา 6741/2550ฎีกา 2240/2538ฎีกา 224/2524ฎีกา 2658/2544ฎีกา 832/2497
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา