คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 201/2506
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
วัตถุใดที่มุ่งหมายจะใช้บำบัดรักษาหรือป้องกันโรค ถือเป็น "ยา" ตามกฎหมาย แม้ว่าวัตถุนั้นจะสามารถบำบัดรักษาหรือป้องกันโรคได้จริงหรือไม่ก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
คำว่า "ยา" ตามพระราชบัญญัติการขาย พ.ศ. 2493 มาตรา 4 นั้น หาได้อยู่ที่ว่าวัตถุนั้นจะบำบัดรักษาหรือป้องกันโรคได้จริงหรือไม่ แต่อยู่ที่ความมุ่งหมายในการใช้ ฉะนั้น กำไลแหวนและสร้อยซึ่งมุ่งหมายจะใช้ป้องกันโรค จึงเป็นยาตามความหมายแห่งกฎหมายดังกล่าว และเมื่อผู้ใดโฆษณาหรือขายวัตถุเหล่านี้โดยมิได้รับอนุญาต ก็ย่อมมีความผิด
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 พระราชบัญญัติการขายยา พ.ศ.2493 ม.4 พระราชบัญญัติการขายยา พ.ศ.2493 ม.7 พระราชบัญญัติการขายยา พ.ศ.2493 ม.14 พระราชบัญญัติการขายยา พ.ศ.2493 ม.28 พระราชบัญญัติการขายยา พ.ศ.2493 ม.39 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันประกอบธุรกิจการขายยาโดยนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายและมีไว้เพื่อขาย ซึ่งวัตถุที่จำเลยใช้ชื่อว่ากำไลวิทยาศาสตร์ รวมทั้งวัตถุเป็นรูปแหวนและสร้อย และจำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาว่ากำไลวิทยาศาสตร์เป็นวัตถุที่ใช้ในการพิเคราะห์บำบัดบรรเทารักษาหรือป้องกันโรคหรือความเจ็บป่วยของมนุษย์ได้ ทั้งนี้ โดยมิได้รับอนุญาตให้ขายยา ทั้งยังบังอาจฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มิให้โฆษณาด้วย ขอให้ลงโทษ
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยไม่ผิดในข้อขายยา แต่ผิดในการแจ้งความขายยาดดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการขายยา พ.ศ. ๒๔๙๓ มาตรา ๒๐-๓๙ พระราชบัญญัติการขายยา (ฉบับที่ ๒) มาตรา ๑๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ลงโทษปรับจำเลยคนละ ๕๐๐ บาท ของกลางไม่ริบ
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า มาตรา ๔(๒) แห่งพระราชบัญญัติการขายยา พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้บัญญัติวิเคราะห์ศัพท์คำว่า ยา ไว้ การที่จะวินิจฉัยว่าเป็นยาตามความหมายแห่งบทบัญญัตินั้น ข้อสำคัญหาได้อยู่ที่ว่า วัตถุนั้นจะบำบัดรักษาหรือป้องกันโรคได้จริงหรือไม่ แต่ข้อสำคัญอยู่ที่ความมุ่งหมายในการใช้วัตถุนั้นต่างหาก ความมุ่งหมายในการใช้วัตถุของกลางนี้ย่อมแสดงชัดอยู่แล้วว่า มุ่งหมายจะให้ใช้วัตถุนี้บำบัดรักษาและป้องกันโรคของมนุษย์ ที่ประชุมใหญ่จึงมีความเห็นว่า วัตถุของกลางนี้เป็นยาตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติการขายยา พ.ศ. ๒๔๙๓ มาตรา ๔(๒) เมื่อฟังได้ว่าวัตถุของกลางนี้เป็นยาตามความหมายแห่งพระราชบัญญัตินี้แล้ว จำเลยมีวัตถุเหล่านี้ไว้เพื่อจำหน่าย จำเลยจึงต้องมีความผิดตามมาตรา ๗ ประกอบด้วยมาตรา ๔ วรรคสุดท้าย อันจะต้องลงโทษตามมาตรา ๒๘ กับมีความผิดฐานแจ้งความขายยาตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติการขายยา พ.ศ. ๒๔๙๓ อันจะต้องลงโทษตามมาตรา ๓๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการขายยา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๔ ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา ๓๔ อันเป็นกระทงที่หนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๘๓
พิพากษากลับ ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสอง คนละ ๕๐๐ บาท ของกลางไม่ริบ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 201/2506
ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครใต้ โจทก์
ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลไทยถาวรพาณิชย์ โดยนายปิ่น ปิ่นพาณิชย์การ หุ้น
ส่วนผู้จัดการ ที่ 1 นายปิ่น ปิ่นพาณิชย์การ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้น
ส่วนสามัญนิติบุคคลไทยถาวรพาณิชย์ ที่ 2 ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครใต้ · หุ้น - ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลไทยถาวรพาณิชย์ โดยนายปิ่น ปิ่นพาณิชย์การ · ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้น - ส่วนผู้จัดการ ที่ 1 นายปิ่น ปิ่นพาณิชย์การ · ล. - ส่วนสามัญนิติบุคคลไทยถาวรพาณิชย์ ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประกอบ หุตะสิงห์ · เชื้อ คงคากุล · สนิท สุมาวงศ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงพระนครใต้ - นายสมัย พนมวัน ณ อยุธยา · ศาลอุทธรณ์ - นายชิต บุณยประภัศร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา