คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 226/2506
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ต้องแสดงให้เห็นถึงสิทธิของตนในที่พิพาทและข้อโต้แย้งของจำเลยเดิมที่ขัดแย้งต่อสิทธิของตน หากไม่แสดงให้เห็นเช่นนั้น จะไม่มีสิทธิยื่นคำให้การใหม่ได้
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์และขับไล่จำเลยกับบริวารออกไป จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย ในระหว่างพิจารณา เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จ จำเลยตาย ศาลตั้งภรรยาจำเลยเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ภรรยาจำเลยยื่นคำร้องว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยกับของตนมีสิทธิร่วมกัน ขอเป็นจำเลยร่วม ศาลอนุญาต การที่ร้องสอดเข้ามามิได้แสดงให้เห็นว่าที่ดินส่วนของตนอยู่ตรงไหน ตอนใด และจำเลยเดิมต่อสู้คดีไว้ขัดแย้งต่อสิทธิของตนประการใด ต้องถือว่าร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) หาใช่เข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามไม่ เมื่อจำเลยเดิมไม่มีสิทธิจะยื่นคำให้การอีก จำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธิเช่นกัน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่าที่ดินเนื้อที่ ๓๐ ไร่ตามแผนที่ท้ายฟ้องเป็นของโจทก์ และให้ขับไล่นายทาจำเลยและบริวารออกไป
นายทาจำเลยให้การต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ไม่เคยครอบครองหรือเกี่ยวข้อง
ในระหว่างพิจารณา พอสืบพยานโจทก์เสร็จ ก่อนวันนัดสืบพยานจำเลยนายทาจำเลยตาย ศาลมีคำสั่งตั้งนางเงินภรรยาจำเลยเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้มรณะ
นางเงินยื่นคำร้องว่าที่พิพาทเป็นของนายทาจำเลยกับนางเงินมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ขอเป็นจำเลยร่วมกับนายทาจำเลย และว่าเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจะยื่นคำให้การแก้คดีโจทก์ ศาลชั้นต้นสั่ง "สำเนาให้โจทก์อนุญาต"
ต่อมานางเงินยื่นคำให้การต่อสู้คดีมีข้อความเพิ่มเติมมากกว่าคำให้การของนายทาจำเลย
ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำให้การ นางเงินอุทธรณ์คำสั่งว่า ตนร้องสอดเข้ามาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) ไม่ใช่ ๕๗ (๒) ดังที่ศาลอ้าง ทั้งศาลชั้นต้นก็ได้สั่งอนุญาตให้ตนยื่นคำให้การแก้คดีไว้แล้ว
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
นางเงินฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า นางเงินร้องสอดเข้ามาในคดีโดยอ้างว่าตนเป็นภรรยาของนายทา และมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันายทา ๆ จำเลยก็ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่พิพาท อันเป็นการโต้เถียงครอบคลุมไปถึงทรัพย์พิพาททั้งหมด การที่นางเงินร้องสอดเข้ามาก็มิได้แสดงให้เห็นว่าที่ดินส่วนของตนอยู่ตรงไหน ตอนใด ทั้งมิได้แสดงเหตุให้เห็นว่านายทาต่อสู้คดีไว้ขัดแย้งต่อสิทธิของตนประการใด ประเด็นสำคัญข้อแพ้ชนะที่มีว่าโจทก์เป็นเจ้าของหรือไม่ และตามคำร้องของนางเงินก็ขอเข้าเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยเดิม หาได้ขอเข้าเป็นคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง คือ เป็นฝ่ายที่สามไม่ จึงต้องถือว่าร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๒) จำเลยเดิมได้ยื่นคำให้การไว้แล้ว และสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยเดิมย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำให้การได้อีก จำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธิยื่นอีกเช่นกัน โดยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๘ มิให้ใช้สิทธิอย่งาอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่ตนเข้าเป็นจำเลยร่วม แม้นางเงินจะได้กล่าวในคำร้องด้วยว่าจะยื่นคำให้การและศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต
แต่ต่อมาศาลชั้นต้นก็สั่งไม่รับคำให้การและศาลฎีกาได้ชี้ขาดแล้วว่าร้องสอดเข้ามาตามมมาตรา ๕๗ (๒) และไม่มีสิทธิยื่นคำให้การ คำสั่งอนุญาตของศาลชั้นต้นจึงตกไปในตัว พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 226/2506
นางก้านตอง ทะแกล้วพันธุ์ โจทก์
นายทา หงษ์ทอง (โดยนางเงิน หงษ์ทอง รับมรดกความ) ล.
นางเงิน หงษ์ทอง จำเลยร่วม
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางก้านตอง ทะแกล้วพันธุ์ · ล. - นายทา หงษ์ทอง (โดยนางเงิน หงษ์ทอง รับมรดกความ) · จำเลยร่วม - นางเงิน หงษ์ทอง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชวน สิงหลกะ · อนุสสรนิติสาร · สำราญ ศิริพันธ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพิจิตร - นายเฟื่องขจิต รัศมิภูติ · ศาลอุทธรณ์ - นายแปล บุณยเกียรติ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา