⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 228/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 228/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนทรัพย์สินที่กระทำการฉ้อฉล ย่อมเป็นโมฆะ และเจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินนั้นเพื่อชำระหนี้ได้

ย่อคำพิพากษา

ผู้ร้องร้องขัดทรัพย์ว่าทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้อง โจทก์ต่อสู้ว่าทรัพย์นั้นเป็นของจำเลยทั้งนั้นไม่ใช่ของผู้ร้อง ที่ผู้ร้องร้องขัดทรัพย์ก็เพื่ออุบายฉ้อโกงไม่ชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น ดังนี้ ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าอย่างน้อยก็เป็นการสมยอมกัน เป็นการฉ้อฉล การที่ศาลยกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ขึ้นวินิจฉัยจึงไม่ใช่นอกฟ้องนอกประเด็น ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 11/2505) เรื่องการฉ้อฉลนี้ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยในชั้นร้องขัดทรัพย์ดังกล่าวแล้ว และเมื่อฟังว่าการโอนทรัพย์ระหว่างจำเลย (สามี) กับผู้ร้อง (ภรรยา) เป็นการฉ้อฉลตามมาตรา 237 ก็มีอำนาจที่จะพิพากษาว่าโจทก์นำยึดทรัพย์รายนี้ได้ ผู้ร้องไม่ชอบที่จะมาร้องขัดทรัพย์ และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผู้ร้องจะโต้แย้งว่าเป็นเรื่องของโจทก์ที่จะขอแบ่งแยกสินบริคณห์แล้วนำยึดเฉพาะส่วนของจำเลย ดังนี้ย่อมฟังไม่ขึ้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.287 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1483

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

จำเลยแพ้คดีโจทก์ ๆ นำยึดทรัพย์อ้างว่าเป็นของจำเลย ผู้ร้องขัดทรัพย์ว่าทรัพย์นั้นเป็นของผู้ร้องแต่ผู้เดียว โจทก์ต่อสู้ว่าทรัพย์นั้นเป็นของจำเลยไม่ใช่ของผู้ร้อง ที่ผู้ร้องร้องขัดทรัพย์ก็เพื่ออุบายฉ้อโกงไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นฟังว่า ทรัพย์นั้นเป็นของผู้ร้อง พิพากษาให้ถอนการยึด โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า เดิมจำเลยกับผู้ร้องเป็นสามีภริยากัน ต่อมาได้จดทะเบียนหย่ากันที่อำเภอ โดยจำเลยยอมยกทรัพย์ที่มีขึ้นระหว่างเป็นสามีภริยากันให้ผู้ร้องทั้งสิ้น แต่การยกให้นี้จำเลยได้กระทำลงทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ ทรัพย์ที่ถูกยึดนี้ฟังได้ว่าเป็นสินบริคณห์ระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง ซึ่งจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วย โจทก์ย่อมนำยึดได้ ผู้ร้องไม่ชอบที่จะมาร้องขัดทรัพย์ พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ที่ผู้ร้องฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ยกมาตรา ๒๓๗ ขึ้นวินิจฉัยคดีนอกประเด็นนี้ ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ในชั้นบังคับคดี เมื่อโจทก์นำยึดทรัพย์รายพิพาทอ้างว่าเป็นของจำเลย ฝ่ายผู้ร้องคัดค้านว่าเป็นของผู้ร้อง โจทก์ต่อสู้ว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยทั้งนั้นไม่ใช่ของผู้ร้อง ที่ผู้ร้องร้องขัดทรัพย์ก็เพื่ออุบายฉ้อโกงไม่ชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น ซึ่งทั้งนี้ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่า อย่างน้อยก็เป็นการสมยอมกันเป็นการฉ้อฉล กรณีไม่ใช่นอกฟ้องนอกประเด็น และศษลย่อมมีอำนาจยกเรื่องการฉ้อฉลขึ้นวินิจฉัยในชั้นนี้ได้ตามฎีกาที่ ๑๑๕๑ - ๑๑๕๒/๒๕๐๓ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการโอนทรัพย์ระหว่างจำเลยกับผู้ร้องเป็นการฉ้อฉลตามมาตรา ๒๓๗ โจทก์นำยึดทรัพย์รายนี้ได้ ผู้ร้องจะร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ นั้นจึงชอบแล้ว และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ที่ผู้ร้องฎีกาโต้เถียงว่า ที่ศาลอุทธรณ์ว่าผู้ร้องชอบที่จะมาร้องขอกันส่วนได้ของตนออกนั้น ผู้ร้องเห็นว่าน่าจะเป็นเรื่องของโจทก์ที่จะขอแบ่งแยกสินบริคณห์แล้วนำยึดเฉพาะส่วนของจำเลยนั้น ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 228/2506 นายทองดี แสวงผล โจทก์ นายเชย คงสอน ล. นางสัมฤทธิ์ รัตนปาน ผู้ร้องขัดทรัพย์

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายทองดี แสวงผล · ล. - นายเชย คงสอน · ผู้ร้องขัดทรัพย์ - นางสัมฤทธิ์ รัตนปาน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสนอ บุณยเกียรติ · ประมูล สุวรรณศร · เจน เวชศิลป์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6306/2551ฎีกา 2749/2538ฎีกา 770/2535ฎีกา 7677/2557ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 1776/2512ฎีกา 5531/2534ฎีกา 3745/2530ฎีกา 2345/2540ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3601/2526ฎีกา 1492/2510ฎีกา 72/2505ฎีกา 1413/2508ฎีกา 4832/2536ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 635/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา