⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 82-86/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 82-86/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการ หากยักยอกทรัพย์สินของหน่วยงานนั้น จะไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 หรือ 151 แต่หากการกระทำนั้นเข้าองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 ก็ลงโทษตามมาตราดังกล่าวได้ แม้จำเลยจะมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องการเป็นเจ้าพนักงานขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ก็สามารถยกขึ้นฎีกาได้

ย่อคำพิพากษา

เจ้าหน้าที่ของคุรุสภาไม่ใช่ข้าราชการ แม้ยักยอกเงินในหน้าที่ก็ไม่ใช่กระทำผิดในฐานะเจ้าพนักงาน เงินของคุรุสภาไม่ใช่เงินงบประมาณของแผ่นดิน แม้จำเลยจะเป็นข้าราชการ แต่เมื่อเงินที่ยักยอกไม่ใช่เงินของราชการหรืออยู่ในความรักษาของราชการ จะลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,151 ไม่ได้ และแม้จำเลยมิได้ยกข้อนี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ก็ยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ โจทก์บรรยายฟ้องเป็นความผิดฐานยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 แต่ขอให้ลงโทษตามมาตรา 147,151 ศาลย่อมลงโทษตามมาตรา 352 ได้ ฟ้องบรรยายว่าผู้เสียหายร้องทุกข์แล้ว จำเลยยื่นคำให้การรับสารภาพพร้อมด้วยคำแถลงซึ่งระบุว่ารับสารภาพตามฟ้องทุกประการ แสดงว่ารับสารภาพตลอดถึงเรื่องร้องทุกข์ด้วย คดีความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้ แม้ผู้เสียหายจะพอใจตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์ จำเลยได้รับมอบหมายให้ไปรับเงินของคุรุสภาจากธนาคารออมสินเพื่อจ่ายให้แก่นางสำรวย จำเลยรับเงินแล้วยักยอกเสีย เงินก็ยังเป็นของคุรุสภาอยู่ นางสำรวยไม่ใช่ผู้เสียหายไม่อาจถอนคำร้องทุกข์ให้คดีระงับไป เจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายมีหนังสือถึงจำเลยความว่าเงินที่จำเลยยักยอกไปนั้นทางคุรุสภาประจำจังหวัดได้รับคืนจากจำเลยแล้ว ไม่ประสงค์จะให้จำเลยได้รับโทษทางอาญาต่อไป ดังนี้ ไม่ใช่การถอนคำร้องทุกข์หรือการยอมความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.121 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.193 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายอาญา ม.147 ประมวลกฎหมายอาญา ม.151 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า นางไกรสรจำเลยเป็นภริยานายอัมพรจำเลย นายอัมพรจำเลยรับราชการเป็นครูทำหน้าที่ช่วยงานในแผนกศึกษาฯ อุบลราชธานีและเป็นสมาชิกคุรุสภาได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่การเงินขององค์การช่วยเหลือเพื่อสมาชิกคุรุสภา สาขาจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นแผนกหนึ่งของคุรุสภา ชื่อย่อว่า ช.พ.ค. มีหน้าที่รับ เก็บรักษาจ่ายเงินค่าจัดการศพและเงินสงเคราะห์ครอบครัวสมาชิก ช.พ.ค.และมีหน้าที่ยืมเงิน ช.พ.ค.ของจังหวัดมาทดรองจ่ายเป็นค่าจัดการศพแล้วนำส่งใช้เมื่อ ช.พ.ค.โอนเงินมาให้ ในสำนวนแรกนายอัมพรจำเลยได้รับมอบให้ไปรับเงินค่าสงเคราะห์ครอบครัวเพื่อจ่ายให้นางสำรวย เมื่อจำเลยรับเงินมาแล้วไม่ฝากคลังและไม่จ่ายแก่นางสำรวยแล้วจำเลยทั้งสองสมคบกันให้นางไกรสรจำเลยเซ็นชื่อนางสำรวยในสมุดรับเงิน และจำเลยทั้งสองได้ยักยอกเอาเงินเสียขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151, 161, 265, 266 และที่แก้ไขคดีอีก 4 สำนวน นายอัมพรจำเลยกระทำผิดทำนองเดียวกันต่างกันต่างรายต่างวาระ คือ จำเลยได้ยืมเงิน ช.พ.ค.ของจังหวัดทดรองจ่ายเป็นค่าจัดการศพของบุคคลต่าง ๆ ครั้นเมื่อจำเลยได้รับมอบหมายให้ไปรับเงินจากธนาคารออมสินเพื่อส่งใช้เงินยืม จำเลยรับมาแล้วกลับยักยอกเอาเสียขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151 และที่แก้ไขกับให้คืนเงินแก่คุรุสภาผู้เสียหาย ชั้นแรก จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ต่อมากลับขอให้การใหม่ ยอมรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขจึงพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ผิดมาตรา 147 จำคุก 3 ปี และผิดมาตรา 265 จำคุก 1 ปี รวมเป็น 4 ปี จำเลยที่ 2 ผิดมาตรา 265 จำคุก1 ปี รับลดกึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 สองปี จำเลยที่ 2 หกเดือนให้รอการลงโทษจำเลยที่ 1 ไว้ 5 ปี จำเลยที่ 2 สองปี คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไปทีเดียว ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไปทีเดียว จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 1. พระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488 มาตรา 4 บัญญัติให้มีคุรุสภาขึ้น และให้เป็นนิติบุคคล มาตรา 5 บัญญัติถึงรายได้ของคุรุสภา มาตรา 6บัญญัติถึงอำนาจและหน้าที่ของคุรุสภา มาตรา 7 บัญญัติให้มีคณะกรรมการอำนวยการของคุรุสภา มาตรา 8 ระบุให้คณะกรรมการอำนวยการแต่งตั้งเลขาธิการและเจ้าหน้าที่อื่นตามสมควร ตามมาตรา 5 การเงินของคุรุสภาไม่อยู่ในงบประมาณแผ่นดิน อำนาจแต่งตั้งตามมาตรา 8ก็ไม่มีบทบัญญัติระบุถึงผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งว่าจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ฉะนั้น จะแต่งตั้งบุคคลซึ่งไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้ารับราชการก็ได้ จึงเห็นว่าบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่ของคุรุสภาไม่ใช่ถูกแต่งตั้งอย่างข้าราชการและไม่มีคุณสมบัติของข้าราชการ เงินของคุรุสภาไม่ใช่เงินงบประมาณแผ่นดินเจ้าหน้าที่ของคุรุสภาจึงไม่ใช่ข้าราชการ แม้จำเลยยักยอกเงินในหน้าที่ก็ไม่ใช่กระทำผิดในฐานะเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, 151 แม้จำเลยจะเป็นข้าราชการ แต่ก็ไม่ได้ยักยอกเงินของราชการหรืออยู่ในความรักษาของราชการ จะลงโทษจำเลยตามมาตรา 147, 151 ไม่ได้ แม้จำเลยมิได้ยกข้อนี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์ก็ยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยโจทก์ได้บรรยายฟ้อง มาเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 แต่อ้างบทขอให้ลงโทษผิดไปศาลย่อมลงโทษตามมาตรา 352 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 2. โจทก์ได้บรรยายฟ้องด้วยว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ฯ แล้วจำเลยยื่นคำให้การรับสารภาพพร้อมด้วยคำแถลงซึ่งระบุไว้ชัดว่ารับสารภาพตามฟ้องทุกประการ ไม่ขอต่อสู้คดีแต่อย่างใด แสดงว่ารับสารภาพตลอดถึงเรื่องผู้เสียหายร้องทุกข์ฯ ด้วย 3. คดีความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้ แม้ผู้เสียหายจะพอใจตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น (โดยแถลงว่าจำเลยนำเงินไปคืนให้แล้ว หากจำเลยรับสารภาพศาลจะลงโทษหนักเบาประการใดก็สุดแล้วแต่) โจทก์ก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์ จะหมดสิทธิก็ต่อเมื่อมีการถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความกัน 4. เงินที่จำเลยยักยอกไป (ตามสำนวนแรก) ยังเป็นของคุรุสภาอยู่ ยังไม่ได้จ่ายให้นางสำรวย นางสำรวยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายไม่อาจถอนคำร้องทุกข์ให้คดีระงับไป 5. เจ้าหน้าที่ของคุรุสภามีหนังสือถึงจำเลย ความว่า เงินที่ที่จำเลยยักยอกไปนั้นทางคุรุสภาประจำจังหวัดได้รับคืนจากจำเลยครบแล้ว ไม่ประสงค์จะให้จำเลยได้รับโทษทางอาญาต่อไป ดังนี้ไม่ใช่การถอนคำร้องทุกข์หรือการยอมความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 82 - 86/2506 พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ นายอัมพร เติมทรัพย์ ที่ 1 จำเลย นางไกรสร เติมทรัพย์ ที่ 2 จำเลย พนักงานอัยการ ฯลฯ โจทก์ นายอัมพร เติมทรัพย์ (รวม 4 สำนวน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี · จำเลย - นายอัมพร เติมทรัพย์ ที่ 1 · จำเลย - นางไกรสร เติมทรัพย์ ที่ 2 · โจทก์ - พนักงานอัยการ ฯลฯ · จำเลย - นายอัมพร เติมทรัพย์ (รวม 4 สำนวน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สอาด นาวีเจริญ · ชวน สิงหลกะ · อนุสสรนิติสาร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1161-1163/2487ฎีกา 2009/2526ฎีกา 492/2539ฎีกา 6299/2534ฎีกา 4/2508ฎีกา 6575/2551ฎีกา 6435/2555ฎีกา 99/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1656/2512ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 7651/2552ฎีกา 19406/2555ฎีกา 2147/2521ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1172/2511ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา