⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 894-897/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894-897/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การบรรยายฟ้องว่ากระทำความผิดต่อ "สังฆนายก" โดยไม่ระบุชื่อ ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม หากในขณะฟ้องมีสังฆนายกเพียงองค์เดียว 2. ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการใส่ความต่อบุคคลที่สาม ไม่จำเป็นต้องระบุตัวบุคคลที่สามนั้นว่าเป็นใคร 3. ศาลมีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ หากเห็นว่าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อที่เกิดเหตุไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาล

ย่อคำพิพากษา

1.ฟ้องว่าแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานสอบสวนตำรวจสันติบาลแบะสังฆมนตรี แต่ไม่ระบุว่าเป็นใคร นั้นเป็นฟ้องเคลือบคลุม ส่วนที่หาว่าแจ้งความเท็จต่อสังฆนายกแม้ไม่ระบุว่าเป็นใคร นั้น ไม่เคลือบคลุม เพราะใคร ๆ รวมทั้งจำเลยก็เข้าใจ และในขณะฟ้องนั้นสังฆนายกก็มีองค์เดียวเท่านั้น 2,ความผิดฐานหมิ่นประมาทใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่ 3 นั้น ไม่ต้องระบุว่าบุคคลที่ 3 นั้นเป็นใคร เพราะบุคคลที่ 3 นี้อาจเป็นใครก็ได้ 3,เมื่อปรากฎว่าที่เกิดเหตุนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลและศาลเห็นว่าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย นั้นย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.161 ประมวลกฎหมายอาญา ม.137 ประมวลกฎหมายอาญา ม.326 ประมวลกฎหมายอาญา ม.332

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

สำนวนที่ ๑ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๓๗,๓๒๖,๓๓๒ สำนวนที่ ๒ - ๓ - ๔ ก็ทำนองเดียวกัน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วพิพากษาคดีโจทก์ไม่มีมูล ให้ยกฟ้องทั้ง ๔ สำนวน โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนทั้ง ๔ สำนวน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยต้องกันว่าคดีดำที่ ๘๗๕๒ - ๘๗๕๓/๒๕๐๓ ของศาลชั้นต้น (สำนวนที่ ๑ - ๒ ) ข้อ ๒ ก. และคดีดำที่ ๑๒๐ - ๑๒๑/๒๕๐๔ (สำนวนที่ ๓ - ๔ ) ข้อ ๒ โจทก์กล่าวฟ้องตรงกันว่า จำเลยแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวนตำรวจสันติบาล กับสำนวนที่๑ - ๒ ข้อ ๒ ข. กล่าวหาว่าจำเลยแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวนตำรวจสันติบาลและสังฆมนตรี โจทก์มิได้ระบุเจ้าพนักงานสอบสวนตำรวจสันติบาลเป็นใคร และไม่ปรากฎว่า สังฆมนตรีองค์ไหน จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม ไม่ชอบที่จะรับไว้พิจารณา ส่วนฟ้องของโจทก์ที่กล่าวหาว่าจำเลยเจตนาร้ายใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่ ๓ นั้นศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ไม่จำต้องระบุว่าบุคคลที่ ๓ เป็นใคร กรณีต่างกับฟ้องเรื่องแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ เพราะกรณีนั้นคุณสมบัติของผู้รับแจ้งเป็นข้อสำคัญที่จะทำให้เกิดเป็นความผิดดังโจทก์กล่าวหา ส่วนเรื่องหมิ่นประมาทตามมาตรา ๓๒๖ คุณสมบัติของบุคคลที่ ๓ หาใช่ข้อสำคัญไม่ บุคคลที่ ๓ นั้นอาจเป็นใครก็ได้ ฉะนั้น ฟ้องของโจทก์ในข้อหาฐานนี้จึงสมบูรณ์ตามกฎหมายและพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ไม่เคลือบคลุม ชอบที่จะรับไว้พิจารณาต่อไป ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น อนึ่ง ฟ้องคดีอาญาดำที่ ๘๗๕๒ - ๘๗๕๓/๒๕๐๓ ของศาลชั้นต้น (สำนวนที่ ๑ - ๒) ข้อ ๒ ข. โจทก์ระบุว่าจำเลยแจ้งความเท็จต่อสังฆนายกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า สังฆนายกมีอยู่องค์เดียวขณะที่โจทก์ฟ้อง แม้จะไม่ระบุพระนาม ใคร ๆ ตลอดจนจำเลยก็ย่อมทราบได้ดีว่าขณะนั้นสังฆนายกของประเทศไทยคือใคร ฟ้องของโจทก์สำนวนที่ ๑ - ๒ เฉพาะที่ระบุว่าจำเลยแจ้งความเท็จต่อสังฆนายกจึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับไว้พิจารณาต่อไปในข้อที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยแจ้งความเท็จต่อสังฆนายกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามมาตรา ๑๓๙ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ส่วนฎีกาข้อ ๒ ของโจทก์ที่ว่า คดีอาญาดำที่ ๑๒๑/๒๕๐๔ ของศาลชั้นต้น (สำนวนที่ ๔) เมื่อคดีไม่อยู่ในอำนาจที่ศาลชั้นต้นจะรับไว้ชำระได้แล้ว ก็ชอบที่จะไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีไป นั้น ปรากฎตามฟ้องว่า เหตุเกิดที่ที่ทำการตำรวจสันติบาลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครใต้ และโจทก์ขอให้พิจารณารวมกับคดีอื่นที่ฟ้องอีก ๓ สำนวน และปรากฎในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าจำเลยได้ให้การต่อพันตำรวจเอกชลอ อุกทกภาชน์ พนักงานสอบสวนที่บ้านจำเลยซึ่งอยู่ที่ถนนพระอาทิตย์ ตำบลชนะสงคราม อำเภอพระนคร ซึ่งมิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครใต้ อันเป็นศาลชั้นต้น ในข้อนี้โจทก์มิได้ยืนยันว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลแขวงพระนครใต้ที่จะพิจารณาพิพากษาได้ หากแต่โจทก์ฎีกาเพียงว่าเมื่อคดีไม่อยู่ในอำนาจที่ศาลจะรับไว้ชำระได้แล้ว ก็ชอบที่จะไม่รับฟ้องและจำหน่ายคดีไป ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าฟ้องนี้ไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็ย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๖๑ พิพากษาแก้ว่า ฟ้องโจทก์สำนวนที่ ๑ - ๒ มีมูลเฉพาะความผิดมาตรา ๑๓๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ในข้อที่กล่าวหาว่าจำเลยแจ้งความเท็จต่อสังฆนายก และฟ้องของโจทก์ในข้อหาฐานหมิ่นประมาททุกสำนวน นอกจากสำนวนที่ ๔ มีมูล ให้ศาลชั้นต้นประทับรับฟ้องในข้อเหล่านี้ ฯลฯ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894 - 897/2506 พระอาจ อาสโภ เปรียญ (อาสภเถร) โจทก์ พลตำรวจชวลิต วงศ์เกตุกรณ์ ล. พระอาจ ฯลฯ โจทก์ นายอุทัย นัยเนตร ล. พระอาจ ฯลฯ โจทก์ พระมหาแพ ญาณวโร ล. พระอาจ ฯลฯ โจทก์ นางเอิบศรี ทัศนารมย์ ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พระอาจ อาสโภ เปรียญ (อาสภเถร) · ล. - พลตำรวจชวลิต วงศ์เกตุกรณ์ · โจทก์ - พระอาจ ฯลฯ · ล. - นายอุทัย นัยเนตร · โจทก์ - พระอาจ ฯลฯ · ล. - พระมหาแพ ญาณวโร · โจทก์ - พระอาจ ฯลฯ · ล. - นางเอิบศรี ทัศนารมย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนิท สุมาวงศ์ · ประกอบ หุตะสิงห์ · เชื้อ คงคากุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครใต้ - นายอุดม เพชรคุปต์ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงศรีสัตยารักษ์.
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 7651/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 284/2507ฎีกา 1499/2531ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529ฎีกา 5702/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา