⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1072/2507

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1072/2507

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิสูจน์ความจริงในคดีหมิ่นประมาทว่ากระทำโดยมีเจตนาที่จะปกป้องประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อรักษาศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและสามารถนำมาอ้างเป็นเหตุยกเว้นความผิดได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นเจ้าคณะอำเภอ ฟ้องหาว่าจำเลยกล่าวคำหมิ่นประมาทใส่ความว่าโจทก์เข้าหานางชีที่ห้องวิปัสสนา เป็นเหตุให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังนั้น จำเลยขอพิสูจน์ความจริงได้ เพราะการพิสูจน์ความจริงของจำเลยย่อมเป็นประโยชน์แก่ประชาชน เนื่องจากประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ผู้เป็นศาสนิกชนย่อมหวงแหนที่จะมิให้ผู้ใดมาทำลายหรือทำความมัวหมองให้แก่พุทธศาสนาที่ตนนับถือ ยิ่งเมื่อจำเลยมาพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ต่อศาลได้ ก็เป็นประโยชน์แก่ผู้คนทั่วไปที่จะได้ไม่มัวหลงเคารพเลิ่อมใสโจทก์ต่อไป (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 24/2507)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.330

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ก.เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๐๒ เวลากลางวัน จำเลยสมคบกันกล่าวคำหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าคณะอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย โดยจำเลยที่ ๑ กล่าวกับพระวินัยธรจันทร์ อ่อนพรหม เจ้าอาวาสวัดดอนไชย ว่าโจทก์เข้าหานางชีประเสริฐ สุขนิตย์ที่ห้องวิปัสสนา โดยมีจำเลยที่ ๓ เป็นผู้พบเห็นและได้มาตามจำเลยที่ ๑ ไปดูเหตุการณ์พร้อมจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้เปิดประตูห้องวิปัสสนาพบโจทก์นั่งอยู่ในห้องนางชีประเสริฐและจำเลยที่ ๒ ได้กล่าวสนับสนุนถ้อยคำของจำเลยที่ ๑ ว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ เปิดประตูห้องแล้วได้พบโจทก์นั่งคลุมโปงอยู่ในห้องนางชีประเสริฐ จำเลยที่ ๒ ดึงผ้าคลุมโปงออก เห็นว่าผู้นั้นคือโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๓ กล่าวสนับสนุนถ้อยคำจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ว่า ถ้อยคำที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ กล่าวนั้นเป็นจริงทุกประการทั้งกล่าวเสริมว่า โจทก์ไม่น่ากระทำเลยเพราะบวชมานานแล้วเสียผ้าเหลือง ข.ระหว่างวันที่ ๒ ถึง ๕ ธันวาคม ๒๕๐๒ และ ค.ระหว่างวันที่ ๑๑ ถึง ๑๓ ธันวาคม ๒๕๐๒ เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามกล่าวคำหมิ่นประมาทโจทก์ โดยกล่าวต่อพระภิกษุสำราญ โตสวัสดิ์ และพระมหาพู ศรีสุชาติ ว่าจำเลยต้องย้ายวัดเพราะโจทก์ประพฤติไม่ดี เข้าหานางชีประเสริฐ คำกล่าวของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความจริง เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูดูหมิ่นเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๓ ศาลอนุญาต จำเลยที่ ๑-๒ ปฏิเสธว่ามิได้กระทำผิด ศาลชั้นต้นเชื่อว่าข้อความที่จำเลยกล่าวเป็นความจริง มิใช่กลั่นแกล้งโจทก์ ข้อความที่จำเลยกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา และเป็นประโยชน์แก่ประชาชน จำเลยย่อมพิสูจน์ความจริงได้ไม่ต้องรับโทษตามมาตรา ๓๓๐ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายซึ่งโจทก์ฎีกาว่าจำเลยไม่มีสิทธิพิสูจน์ความจริงได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความในวรรคแรกของมาตรา ๓๓๐ ที่บัญญัติว่า ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำผิดพิสูจน์ได้ว่า ข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษนั้น ย่อมเป็นข้อบัญญัติที่แสดงว่า ในกรณีหมิ่นประมาทนั้น กฎหมายยอมให้พิสูจน์ความจริงได้ ซึ่งเมื่อพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่กล่าวเป็นความจริง กฎหมายก็ไม่เอาโทษ ส่วนข้อความในวรรค ๒ ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้พิสูจน์ในเมื่อเป็นกรณีดังที่วรรค ๒ ่นี้ระบุไว้ ย่อมแสดงว่าข้อความในวรรค ๒ นี้ เป็นบทบัญญัติยกเว้นจากวรรคแรกอันแสดงว่า วรรคแรกเป็นบทบัญญัติซึ่งเป็นหลักใหญ่ ส่วนวรรค ๒ เป็นบทบัญญัติอันเป็นข้อยกเว้น การห้ามมิให้พิสูจน์ความจริงตามมาตรา ๓๓๐ วรรค ๒ จะต้องประกอบด้วยเหตุ ๒ประการ คือ ๑ ข้อที่หาว่าหมิ่นประมาทนั้น เป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว ๒.การพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ฉะนั้น ถ้าไม่ต้องด้วยเหตุ ๒ ประการนี้แล้ว ผู้ถูกหาว่าหมิ่นประมาท ก็ย่อมพิสูจน์ความจริงได้ สำหรับกรณีในคดีเรื่องนี้ การพิสูจน์ความจริงของจำเลยจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนหรือไม่ศาลฎีกาเห็นประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ผู้เป็นศาสนิกชนย่อมหวงแหนที่จะมิให้ผู้ใดมาทำลายหรือทำความมัวหมองให้แก่พุทธศาสนาที่ตนนับถือ โจทก์นี้เป็นพระภิกษุผู้มีอาวุโสประกอบด้วยสมณศักดิ์และมีตำแหน่งสำคัญในทางศาสนา โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะอันเป็นหลักสำคัญของศาสนิกชนที่จะติดต่อปฏิบัติศาสนกิจด้วยความเลื่อมใสศรัทธา แต่โจทก์กลับไปทำทางลามกกับสตรีเพศอันถือว่าเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของผู้อยู่ในสมณเพศ เป็นทางนำมาซึ่งความมัวหมองและเสื่อมเสียแก่พุทธศาสนาอย่างร้าย แม้แต่ตอนที่พวกจำเลยพากันไปเป็นสักขีพยานรู้เห็นในการประพฤติชั่วช้าของโจทก์ ก็ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการที่จะกำจัดผู้ทำมัวหมองและเสื่อมเสียแก่พุทธศาสนา เมื่อจำเลยมาพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ต่อศาลได้อีก ก็ย่อมเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น ทั้งเป็นประโยชน์แก่ผู้คนทั่วไปที่จะได้ไม่มัวหลงเคารพเลื่อมใสโจทก์ต่อไป ศาลฎีกาได้พร้อมกันประชุมใหญ่แล้วเห็นว่า การพิสูจน์ความจริงของจำเลยย่อมเป็นประโยชน์แก่ประชาชน จำเลยจึงขอพิสูจน์ความจริงได้ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1072/2507 พระมุนินทรานุวัตต์ โจทก์ นางชีสุธรรมา จันทร์เติม ที่ 1 นางชีขจิต พรหมเดช ที่ 2 พระภิกษุพุ่ม พุทธ ประเสริฐ ที่ 3 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พระมุนินทรานุวัตต์ · พุทธ - นางชีสุธรรมา จันทร์เติม ที่ 1 นางชีขจิต พรหมเดช ที่ 2 พระภิกษุพุ่ม · ล. - ประเสริฐ ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สอาด นาวีเจริญ · เจน เวชศิลป์ · สวิง ลัดพลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุตตรดิตถ์ - นายสัมฤทธิ์ ทิพยโกศัย · ศาลอุทธรณ์ - นายสุธี โรจนธรรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 437/2505ฎีกา 4960/2533ฎีกา 9884/2539ฎีกา 1362/2514ฎีกา 370/2520ฎีกา 2272/2527ฎีกา 1551/2503ฎีกา 3/2508ฎีกา 1312/2542ฎีกา 7435/2541ฎีกา 5782/2540ฎีกา 2499/2526ฎีกา 1320/2513ฎีกา 14401/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา