คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 650/2507
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัยในคดีอาญาไม่ผูกพันโจทก์ในคดีแพ่ง แม้โจทก์ในคดีแพ่งจะเป็นผู้เสียหายในคดีอาญามาก่อนก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
ย.ขับรถยนต์ขนรถสามล้อซึ่ง น.ขับ รถสามล้อเสียหายและ น.บาดเจ็บ อัยการและ น.ได้เป็นโจทก์ฟ้อง ย.เป็นคดีอาญา คดีนั้นศาลชี้ขาดข้อเท็จจริงว่า น.เป็นฝ่ายประมาท ย.ไม่มีความผิดฐานประมาท ต่อมาเจ้าของรถสามล้อมาเป็นโจทก์ฟ้อง ย.กับนายจ้างเป็นคดีแพ่งเรียกร้องค่ารถสามล้อที่เสียหายกับค่าขาดประโยชน์ ดังนี้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาอาญานั้นย่อมไม่ผูกพันโจทก์ในคดีแพ่ง (อ้างฎีกาที่ 36/2501)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ให้เช่ารถจักรยานสามล้อเครื่อง จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างรับรถยนต์โดยสารของจำเลยที่ 2 ซึ่งนำรถยนต์เข้าร่วมเดินรถกับบริษัทจำเลยที่ 3 รับส่งคนโดยสารในนามของบริษัทจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ได้ขับรถในกิจการของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ด้วยความประมาทเป็นเหตุให้ชนรถจักรยานสามล้อเครื่องของโจทก์ซึ่งนายหนูหรือหิ้ว ขาวละออ เช่าไปเสียหายพังยับเยิน นายหนูหรือหิ้วได้รับบาดเจ็บ กับได้ชนรถคันอื่นเสียหาย และบุคคลอื่นบาดเจ็บอีกหลายคนพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญา ศาลพิพากษาปรับจำเลยคดีถึงที่สุดแล้วตามสำนวนคดีอาญาแดงที่ 420/2505 โจทก์เสียหายค่ารถและค่าขาดประโยชน์ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธความรับผิด และขอให้ถือเอาคำพิพากษาคดีอาญาแดงที่ 420/2505 นั้น เป็นคำให้การของจำเลยด้วย
ศาลชั้นต้นเห็นว่า ในประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 1 ทำละเมิดชนรถของโจทก์โดยประมาทเลินเล่อหรือไม่นั้น เป็นที่รับกันแล้วว่าอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามคดีอาญาแดงที่ 420/2505 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดตราดโจทก์ นายหนูหรือหิ้ว ขาวละออ โจทก์ร่วมนายเยื่อ สังข์ทอง จำเลย คดีถึงที่สุดแล้ว ฉะนั้น ข้อเท็จจริงในคดีอาญาย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 และบรรดาคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จึงสั่งงดดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานให้สิ้นกระแสความ แล้วพิพากษาใหม่
จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า แม้คดีนี้โจทก์กับจำเลยบางคนมิได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวนั้น ก็จำต้องถือตามข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาที่ศาลฟังว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานประมาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จึงควรพิพากษายกฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติมาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กล่าวคือ (ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา) จะผูกพันคู่ความเท่านั้น ตามฎีกาที่ 36/2501 โจทก์เป็นบุคคลภายนอก มิได้เป็นคู่ความหรือผู้สืบสิทธิจากคู่ความในคดีอาญาแดงที่ 420/2505 นั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยที่ 1 มิได้มีความผิดฐานประมาทย่อมไม่มีผลผูกพันโจทก์
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 650/2507
นายฟา เณรพงษ์ โจทก์
นายเยื่อ สังข์ทอง ที่ 1 บริษัทร.ส.พ จำเลย
เดินรถตะวันออก จำกัด โดยนายชาญ เวสารัชชานนท์ จำเลย
กรรมการผู้จัดการ ที่ 2 บริษัทขนส่ง จำกัด โดยนายมงคล จำเลย
เอมอมร กรรมการผู้จัดการ ที่ 3 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายฟา เณรพงษ์ · จำเลย - นายเยื่อ สังข์ทอง ที่ 1 บริษัทร.ส.พ · จำเลย - เดินรถตะวันออก จำกัด โดยนายชาญ เวสารัชชานนท์ · จำเลย - กรรมการผู้จัดการ ที่ 2 บริษัทขนส่ง จำกัด โดยนายมงคล · จำเลย - เอมอมร กรรมการผู้จัดการ ที่ 3 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | โพยม เลขยานนท์ · ประมูล สุวรรณศร · ยุ้ย อาตมียะนันทน์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา