⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 892/2507

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 892/2507

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การปรับบทว่าคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาเป็นรายกระทงความผิดไป หากศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในกระทงใดที่ข้อเท็จจริงกลับจากศาลชั้นต้นโดยสิ้นเชิง คดีนั้นไม่ถือว่าต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ย่อคำพิพากษา

การที่จะปรับบทว่าคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ชอบที่จะต้องพิจารณาในฐานความผิดเป็นกระทงๆ ไป เสมือนมิได้รวมแต่ละกระทงความผิดฟ้องมาในคดีเดียวกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้คนตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 กระทงหนึ่ง และผิดฐานขับขี่รถโดยไม่มีใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติรถยนต์ฯ มาตรา 16, 33อีกกระทงหนึ่ง แต่ให้ลงโทษฐานขับรถโดยประมาทซึ่งเป็นกระทงหนักแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลดโทษให้แล้วคงจำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ฟังว่ารูปคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยประมาทพิพากษาแก้ให้ปรับจำเลย 50 บาท ตามพระราชบัญญัติรถยนตร์มาตรา 16,33 นอกนั้นให้ยกเสีย ดังนี้ ในกระทงความผิดฐานทำให้คนตายโดยประมาทซึ่งศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นพิพากษากลับกันตรงข้ามนั้น ไม่ใช่เป็นคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขตามนัยแห่งกฎหมาย จึงปรับบทให้ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 220 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหาได้ไม่ โจทก์ชอบที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในกระทงความผิดฐานนี้ได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 6/2507)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.160 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.220 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขับขี่รถยนต์บรรทุกเลขหมาย น.บ.00465จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับอนุญาตให้ขับขี่ ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์เลขหมาย ก.ท.19601 มีเด็กชายเส็งนั่งซ้อนท้าย จำเลยที่ 2 ได้ขับขี่รถดังกล่าวมาทางเดียวกันถึงสี่แยกจักรวรรดิ์ ได้หยุดรถรอสัญญาณโดยจอดคู่กันอยู่ในช่องทางสำหรับรถเดินทางตรงไปสี่แยก เอส.เอ.บี.เมื่อสัญญาณให้ผ่านได้ จำเลยทั้งสองจึงได้ขับรถออกแล่นตรงไปขับรถขนานชิดกันไม่ขับให้ห่างกันตามสมควร รถทั้งสองจึงได้เบียดกระทบกันทำให้รถจำเลยที่ 2 เสียการทรงตัวและล้มลง เป็นเหตุให้เด็กชายเส็งตกลงมาถูกรถยนต์จำเลยที่ 1 ทับถึงแก่ความตาย และจำเลยที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสถึงขา หัก ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2472 ฯลฯ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 ฯลฯ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าไม่ได้รับอนุญาตให้ขับขี่จริง ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยที่ 2 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้คนตายผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ประกอบกับพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 29, 66 แก้ไข (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2481 มาตรา 4กระทงหนึ่ง และผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2473 มาตรา 16, 33อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกระทงหนักกระทงเดียวตามมาตรา 91 โดยให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลด 1 ใน3 ตามมาตรา 76 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดให้ยกฟ้องปล่อยตัวไป จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า รูปคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ประมาทพิพากษาแก้ให้ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 50 บาท ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2473 มาตรา 16, 33 ฐานขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่มีใบอนุญาต นอกนั้นให้ยกเสีย โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาว่า ฎีกาของโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 หรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ลงโทษจำเลยฐานทำให้คนตายโดยประมาทด้วย คงลงโทษเฉพาะฐานขับขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตฐานเดียวเช่นนี้ แม้จะได้ชื่อว่าพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็เป็นเพียงการใช้ถ้อยคำให้เข้ากับแบบของคำพิพากษาเท่านั้น ส่วนเนื้อแท้ของคดีย่อมเห็นอยู่ชัด ๆ ว่า ในส่วนความผิดฐานทำให้คนตายโดยประมาท ศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นพิพากษากลับกันตรงกันข้ามทีเดียว หาใช่พิพากษาแก้น้อยแก้มากอย่างใดไม่ เมื่อเนื้อแท้ของคดีเป็นดังนี้จะปรับบทว่าคดีต้องห้ามฎีกาหรือไม่ จึงชอบที่จะต้องพิจารณาในฐานความผิดเป็นกระทง ๆ ไป เสมือนมิได้รวมแต่ละกระทงความผิดฟ้องมาในคดีเดียวกัน เพราะตามกฎหมายโจทก์จะฟ้องแต่ละกระทงความผิดรวมในคดีเดียวกันได้ หรือจะแยกแต่ละกระทงความผิดฟ้องเป็นคดี ๆ ไปก็ได้ และไม่มีเหตุอันชอบด้วยความเป็นธรรมอย่างใดที่จะให้ข้อจำกัดฎีกาต้องแตกต่างกันเป็นว่าในกรณีที่รวมฟ้องเป็นคดีเดียวกันแล้วต้องห้ามมิให้ฎีกา ส่วนแยกฟ้องเป็นคดี ๆ หาต้องห้ามฎีกาไม่ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจึงมีมติว่าคดีนี้ เฉพาะในกระทงความผิดฐานทำให้คนตายโดยประมาทซึ่งศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นกลับกันตรงข้ามมานั้น ไม่ใช่เป็นคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขตามนัยแห่งกฎหมาย จึงปรับบทให้ต้องห้ามฎีกาตาม มาตรา 220 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหาได้ไม่ ชอบที่โจทก์จะฎีกาได้ไม่ว่าในปัยหาข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงต่อไปแล้วฟังว่า จำเลยที่ 2 ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทไม่ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอแก่วิสัยและพฤติการณ์ในขณะที่ขับขี่รถไปนั้น จนเป็นเหตุให้เด็กชายเส็งถึงแก่ความตาย พิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ด้วยอีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี แต่ให้รอการลงโทษไว้ตามมาตรา 56 มีกำหนด 3 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 892/2507 พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ นายประชุม กันไพรี ที่ 1 นายบุญช่วย แซ่จง ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการกรมอัยการ · จำเลย - นายประชุม กันไพรี ที่ 1 นายบุญช่วย แซ่จง ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)การุณย์นราทร · ยง เหลืองรังษี · พร สุขารมณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4825/2553ฎีกา 1502/2550ฎีกา 400/2529ฎีกา 1447/2531ฎีกา 2972-2973/2529ฎีกา 3987/2526ฎีกา 6178/2541ฎีกา 1093/2568ฎีกา 2848/2527ฎีกา 135/2542ฎีกา 3146/2541ฎีกา 255/2529ฎีกา 7945/2542ฎีกา 9026/2553ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1635/2493ฎีกา 1514/2532ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 1089/2551ฎีกา 1336/2553ฎีกา 2884/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา