คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1186/2508
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่สัญญาจะบังคับให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามข้อตกลงได้นั้น คู่สัญญาฝ่ายที่อ้างสิทธิจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว.
ย่อคำพิพากษา
ตามสัญญาประนีประนอมยอมความกล่าวว่า "เมื่อทางการเทศบาลนครกรุงเทพได้จัดที่ตั้งแผงลอยขึ้นที่คลองโอ่งอ่างและจัดให้ผู้ค้าแผงลอยเข้าตั้งได้แล้ว จำเลยที่ 1,2,3 ยอมย้ายแผงลอยจากหน้าร้านโจทก์ไปภายใน 1 เดือน" เช่นนี้ มีความหมายว่า จำเลยที่ 1,2,3 จะย้ายต่อเมื่อเทศบาลจัดสถานที่ตั้งแผงลอยขึ้นที่คลองโอ่งอ่าง เพื่อให้จำเลยทั้งสามมีสิทธิเข้าไปทำการค้า ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าแผงที่สร้างแล้วอนุญาตให้ค้าได้เฉพาะการค้าผ้า ไม่อนุญาตสำหรับการค้าผลไม้ ดอกไม้ และขนม อย่างที่จำเลยค้า จำเลยที่ 1,2,3 ยังไม่มีสิทธิเข้าไปทำการค้าในแผงนั้น กรณีจึงยังไม่เป็นไปตามเงื่อนไขตามสัญญายอม โจทก์ไม่มีอำนาจขอให้บังคับจำเลยที่ 1,2,3 ออกไปได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
กรณีเนื่องจากคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ตามสัญญายอมข้อ ๒ กล่าวว่า "เมื่อทางการเทศบาลนครกรุงเทพได้จัดที่ตั้งแผงลอยขึ้นที่คลองโอ่งอ่างและจัดให้ผู้ค้าแผงลอยเข้าตั้งได้แล้ว จำเลยที่ ๑,๒,๓ ยอมย้ายแผงลอยจากหน้าร้านโจทก์ภายใน ๑ เดือน" ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่าเทศบาลได้จัดตั้งแผงลอยที่คลองโอ่งอ่างและจัดผู้ตั้งแผงลอยเข้าตั้งได้แล้ว จำเลยที่ ๑,๒,๓ ไม่จัดการย้ายไป ขอให้บังคับ
จำเลยที่ ๑,๒,๓ คัดค้านว่า แผงลอยนั้นจัดไว้เฉพาะการค้าผ้าเท่านั้น ไม่ได้จัดให้สำหรับค้าผลไม้ ดอกไม้ และขนมหวานดังจำเลยค้า จึงยังเข้าค้าในแผงลอยนันไม่ได้
ศาลชั้นต้นสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์
โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ ๑,๒,๓ ขนย้ายออกไป
จำเลยที่ ๑,๒,๓ ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามสัญญายอมข้อ ๒ มีความหมายว่าจำเลยที่ ๑,๒,๓ จะย้ายออกจากหน้าร้านโจทก์ต่อเมื่อเทศบาลจัดสถานที่ตั้งแผงลอยขึ้นที่คลองโอ่งอ่างเพื่อให้จำเลยทั้งสามมีสิทธิเข้าทำการค้า แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า แผงที่สร้างแล้วนั้น อนุญาตให้ค้าได้เฉพาะการค้าผ้าเท่านั้น ไม่อนุญาตสำหรับการค้าผลไม้ ดอกไม้ และขนมหวานอย่างที่จำเลยค้า จำเลยที่ ๑,๒,๓ ยังไม่มีสิทธิเข้าไปค้าและเทศบาลยังมิได้จัดเตรียมสถานที่ค้าสำหรับผู้ค้าผลไม้ ดอกไม้ และขนมหวานไว้ให้กรณีจึงยังไม่เป็นไปตามเงื่อนไขตามสัญญายอม โจทก์ไม่มีอำนาจขอให้บังคับจำเลยที่ ๑,๒,๓ ออกไปได้
พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1186/2508
นายสงวน เอกบัณฑิต โจทก์
นายเกยิ้น แซ่ลี้ ที่ 1 นางจำนันท์(หรือจำนรร) ชูวิเชียร ที่ 2 นายสมศักดิ์ สิลิต
ศุภกาญจน์ ที่ 3 เทศบาลนครกรุงเทพ (โดยนายชำนาญ ยุวบูรณ์ นายก
เทศมนตรี) ที่ 4 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสงวน เอกบัณฑิต · สิลิต - นายเกยิ้น แซ่ลี้ ที่ 1 นางจำนันท์(หรือจำนรร) ชูวิเชียร ที่ 2 นายสมศักดิ์ · นายก - ศุภกาญจน์ ที่ 3 เทศบาลนครกรุงเทพ (โดยนายชำนาญ ยุวบูรณ์ · จำเลย - เทศมนตรี) ที่ 4 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | กิตติ สีหนนทน์ · จิตติ ติงศภัทิย์ · มณี ชุติวงศ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายสุธรรม ภัทราคม · ศาลอุทธรณ์ - นายวินัย ทองลงยา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา