⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1232-1233/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1232-1233/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลในคดีอาญาได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินแล้ว ข้อเท็จจริงนั้นย่อมผูกพันคู่ความในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์ จำเลยต่อสู้ว่าเป็นที่ดินของจำเลย ปัญหาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยนั้นเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญา เมื่อคดีส่วนอาญาศาลฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจท์ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลต้องฟังข้อเท็จจริงว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์เช่นเดียวกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายอาญา ม.358 ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวน โจทก์จำเลยบางคนเป็นคู่ความรายเดียวกัน และที่พิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ศาลชั้นต้นได้สั่งให้รวมพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนไปด้วยกัน โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บุกรุกที่นาของโจทก์ ลักขุดดินในนา ใช้มีดตัดฟันต้นข้าวของโจทก์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๔,๓๕๘,๓๕๙,๓๖๒,๓๖๓,๓๖๕,๘๓,๙๐,๙๑ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งรับประทับฟ้อง จำเลยให้การต่อสู้ว่า ได้ขุดบ่อเลี้ยงปลาในที่นาของจำเลย ศาลชั้นต้นเห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยได้ขุดดิน ตัดต้นข้าวของโจทก์เสียหาย ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๕ ซึ่งเป็นบทหนัก สำนวนแรกจำคุกคนละ ๓ เดือน ปรับคนละ ๓๐๐ บาท โทษจำให้รอไว้ ๒ ปี สำนวนหลัง ปรับคนละ ๓๐๐ บาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองสำนวน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าสำนวนแรกศาลชั้นต้นลงโทษหนักเกินไป พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกคนละ ๑ เดือน ปรับคนละ ๓๐๐ บาท โทษจำให้ยก สำนวนหลังปรับคนละ ๑๐๐ บาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ฎีกาส่วนแพ่งที่ว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่นั้น ปรากฏว่าสำนวนหลังมีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง จึงไม่วินิจฉัยให้ คงวินิจฉัยแต่สำนวนแรกเท่านั้น ฎีกาส่วนอาญาศาลชั้นต้นสั่งไม่รับ คดีส่วนอาญาจึงยุติ ข้อที่จำเลยฎีกาว่าที่พิพาทเป็นของนายเข้มจำเลยนั้น ศาลฎีกาได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในปัญหาที่ว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยนั้น ศาลล่างทั้งสองศาลได้ฟังข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยได้บุกรุกเข้าแย่งการครอบครอง ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกานี้ ศาลจำต้องฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันกับที่ศาลล่างได้ฟังไว้ในคดีส่วนอาญา และเมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงต้องกันในส่วนอาญาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ คดีในส่วนแพ่งก็ต้องฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ตามความในมาตรา ๔๖ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยแพ้คดีชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลย ให้จำเลยสำนวนแรกเสียค่าทนายชั้นฎีกา ๑๐๐ บาท สำนวนหลังค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายเป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1232 - 1233/2508 นางเหมือน คงวัน โจทก์ นายเข้ม รถทอง กับพวกรวม 4 คน จำเลย นางเหมือน คงวัน โจทก์ นางเยื้อน รถทอง กับพวกรวม 5 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเหมือน คงวัน · จำเลย - นายเข้ม รถทอง กับพวกรวม 4 คน · โจทก์ - นางเหมือน คงวัน · จำเลย - นางเยื้อน รถทอง กับพวกรวม 5 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพรียง โรจนรัส · สนิท สุมาวงศ์ · บุศย์ ขันธวิทย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นายหิรัฐ สถาปนสุต · ศาลอุทธรณ์ - นายแสวง ลัดพลี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2580/2544ฎีกา 79/2486ฎีกา 9026/2553ฎีกา 4976/2536ฎีกา 845/2543ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 2718/2538ฎีกา 18654/2555ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา