⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1410/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1410/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- การเช่าที่ดินหรืออาคารเพื่อประกอบการค้า ไม่ถือเป็นเคหะควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน - ผู้เช่าที่อยู่ในที่เช่าโดยไม่มีสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย ย่อมตกเป็นผู้ละเมิดสิทธิของผู้ให้เช่า และผู้ให้เช่าสามารถฟ้องขับไล่ได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเช่าห้องพิพาททำการค้าและได้ประกอบการค้าด้วย จึงไม่เป็นเคหะควบคุมและไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน ฯ เมื่อห้องพิพาทมิใช่เคหะควบคุม แม้จำเลยจะได้แจ้งความจำนงขอเช่าไปให้โจทก์ทราบตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน ฯ การกระทำของจำเลยก็ไม่ผูกมัดโจทก์ เพราะกรณีนี้ไมอยู่ในบทบังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ เมื่อจำเลยอยู่ในที่เช่าโดยไม่มีสัญญาเช่าหรือสิทธิอะไรตามกฎหมาย โจทก์จะฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยออกไปเมื่อไรก็ย่อมทำได้ ไม่จำเป็นต้องทำการบอกกล่าวกันก่อนแต่ประการใด เมื่อปรากฏว่าจำเลยขืนอยู่ในห้องพิพาทโดยไม่มีสิทธิที่จะอ้างอิงแต่อย่างใด ถือได้ว่าจำเลยได้ละเมิดสิทธิโจทก์และโจทก์ได้รับความเสียหายแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.566

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยและบริวารออกจากห้องเช่าของโจทก์ จำเลยต่อสู้ว่า มารดาจำเลยเช่าห้องจากโจทก์ใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน ฯ หลังจากมารดาจำเลยตาย จำเลยได้มีหนังสือแจ้งความประสงค์เช่าตึกนี้ไปยังโจทก์แล้ว ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้เช่าสืบแทนมารดาจำเลย โจทก์จะขึ้นค่าเช่า จำเลยไม่ยอม โจทก์จึงไม่มาเก็บค่าเช่า โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวเลิกการเช่ากับจำเลย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า มารดาจำเลยเช่าห้องพิพาทเพื่อทำการค้า และได้ทำการค้าในห้องพิพาท และเมื่อมารดาตายจำเลยได้ทำการค้าต่อมา จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.๒๕๐๔ โจทก์จำเลยไม่ได้ทำสัญญาเช่าต่อกัน และสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับมารดาจำเลยระงับแล้ว การที่จำเลยอยู่ในห้องของโจทก์เป็นการละเมิดต่อสิทธิโจทก์ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากห้องพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า นางหงษ์ กนกสุวรรณ มารดาจำเลยได้เช่าห้องพิพาทเพื่อทำการค้าและได้ประกอบการค้าด้วย ไม่ใช่เช่าเป็นที่อยู่อาศัยแต่เพียงอย่างเดียง ห้องพิพาทจึงไม่เป็นเคหะควบคุม ไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน ฯ การที่จำเลยแจ้งความจำนงขอเช่าไปให้โจทก์ทราบตามมาตรา ๑๘ แห่ง พระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน ฯ ก็ไม่ผูกมัดโจทก์ เพราะกรณีนี้ไม่อยู่ในบทบังคับของพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน ฯ เมื่อจำเลยอยู่ในที่เช่าโดยไม่มีสัญญาเช่า หรือสิทธิอะไรตามกฎหมายที่อ้างแล้ว โจทก์จะฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยออกไปเมื่อไรก็ย่อมทำได้ ไม่จำเป็นต้องทำการบอกกล่าวกันก่อนแต่ประการใด ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทราบก่อนฟ้องหรือไม่ และเมื่อปรากฏว่าจำเลยขืนอยู่ในห้องรายพิพาทโดยไม่มีสิทธิที่จะอ้างอิงแต่อย่างใด ถือได้ว่าจำเลยได้ละเมิดสิทธิโจทก์ และโจทก์ได้รับความเสียหายแล้ว ค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองคิดมาเป็นจำนวนที่สมควรแล้ว พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1410/2508 นางอุบล เวชชทนต์ โจทก์ นางสาวเล็ก กนกสุวรรณ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางอุบล เวชชทนต์ · จำเลย - นางสาวเล็ก กนกสุวรรณ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพรียง โรจนรัส · จิตติ ติงศภัทิย์ · ไฉน บุญยก
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายอัศนี เกาไศยนันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเฉลิม ทัตภิรมย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 1479/2542ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา