⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1641/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1641/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังบอกเลิกสัญญาค้ำประกัน แต่ยังคงต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนบอกเลิกสัญญา

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการบริษัทโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดความรับผิดต่อมาจำเลยที่ 2 บอกเลิกสัญญาค้ำประกัน บริษัทโจทก์ว่ายังตรวจทรัพย์สินและทำงบดุลยังไม่เสร็จ จะถอนไม่ได้นั้น จำเลยที่ 2 บอกเลิกการค้ำประกันได้โดยไม่ต้องรับผิดในหนี้ภายหลังบอกเลิก ส่วนหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 2 บอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 2 ก็ยังต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่ ฉะนั้น เมื่อโจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกัน ชำระหนี้นั้นได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.575 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.699

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า บริษัทโจทก์มีสาขาดำเนินการค้าที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดการบริษัทโจทก์ สาขาเบตง แล้ว ถูกสั่งให้ออกจากตำแหน่ง ระหว่างอยู่ในตำแหน่ง จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้บริษัทโจทก์แต่ใช้ให้บ้างแล้ว คงค้างอยู่เป็นเงิน ๓๒,๘๐๖.๑๕ บาท จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ โดยไม่จำกัดจำนวน โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้ว จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์เป็นเงิน ๓๒,๘๐๖.๑๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน ๓๒,๘๐๖.๑๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จส่วนจำเลยที่ ๒ ให้ยกฟ้อง เพราะจำเลยที่ ๑ ก่อหนี้ผูกพันตนเองขึ้นหลังจากจำเลยที่ ๒ แจ้งบอกเลิกการค้ำประกันแล้ว โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยที่ ๑ จะบอกเลิกสัญญาค้ำประกันเพื่อให้พ้นความรับผิดต่อกิจการซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันบอกเลิกสัญญาค้ำประกันหาได้ไม่ พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์ ๓๒,๘๐๖.๑๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งในยอดเงินที่ค้างนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเงินเสร็จ จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดการบริษัทโจทก์ สาขาเบตง โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ โดยไม่จำกัดความรับผิด ก่อนจำเลยที่ ๑ ถูกสั่งออกจากตำแหน่งราว ๑๕ วัน จำเลยที่ ๒ ขอบอกเลิกสัญญาค้ำประกัน บริษัทโจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๒ ทราบว่าจะยังบอกเลิกสัญญาค้ำประกันได้ โดยไม่ต้องรับผิดในหนี้ภายหลังบอกเลิก ส่วนหนี้เก่าก่อนที่จำเลยที่ ๑ ออกจากหน้าที่ จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ เพราะอยู่ในระยะเวลาที่ยังค้ำประกันอยู่ การทำงบดุล เสร็จภายหลังการบอกเลิกการค้ำประกันไม่สำคัญ หนี้ตามงบดุลมีค้างอยู่ ๓๒,๘๐๖.๑๕ บาทนั้น ปรากฏว่าเป็นหนี้เก่าซึ่งจำเลยที่ ๑ ก่อหนี้ไว้ ไม่ใช่หนี้ภายหลังบอกเลิกสัญญาค้ำประกัน เมื่อบริษัทโจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ บริษัทโจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ตามสัญญาได้ จำเลยที่ ๒ ก็ต้องร่วมรับผิดต่อบริษัทโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ได้ พิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลยที่ ๒ เสีย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1641/2508 บริษัทจังหวัดยะลา จำกัด โดยนายวิเชียร เกษราพงศ์ ในฐานะกรรมการและผู้ รับมอบอำนาจ โจทก์ นายสมบุญหรือสันต์ พงษ์ยโธโรหรือบุรินทร์โกษฐ์ ที่ 1 ่นายสงวน พุ+ชาต ที่ 2

รายละเอียดคดี

คู่ความในฐานะกรรมการและผู้ - บริษัทจังหวัดยะลา จำกัด โดยนายวิเชียร เกษราพงศ์ · โจทก์ - รับมอบอำนาจ · 2 - นายสมบุญหรือสันต์ พงษ์ยโธโรหรือบุรินทร์โกษฐ์ ที่ 1 ่นายสงวน พุ+ชาต ที่
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เกษม ทิพยจันทร์ · พจน์ ปุษปาคม · บุศย์ ขันธวิทย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเบตง - นายเนิ่น อนุโรจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายปาลพันธุ์ ปาณิกบุตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534ฎีกา 5280/2544ฎีกา 73-74/2506ฎีกา 1224/2508ฎีกา 2765/2548ฎีกา 2368/2523ฎีกา 1025/2487ฎีกา 1971/2494ฎีกา 789/2515
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา