⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 583/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การที่โจทก์ยื่นสำเนาฎีกาให้ศาลเพียงฉบับเดียวเพื่อส่งให้จำเลยที่ 1 และมิได้คัดสำเนาฎีกาส่งให้จำเลยที่ 2 ถึง 9 แต่ศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาไว้แล้ว ศาลฎีกาย่อมรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปได้ * การส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยไม่ได้เนื่องจากจำเลยออกไปนอกราชอาณาจักร ถือว่าส่งไม่ได้เพราะหาตัวไม่พบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 201 * ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 38 ใช้บังคับแก่กรณีที่เรือบรรทุกสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรตามช่องทางท่าอนุมัติเท่านั้น การลักลอบนำสินค้าเข้ามาตามช่องทางซึ่งมิใช่ท่าอนุมัติไม่เป็นความผิดตามมาตรา

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลย 9 คน โดยยื่นสำเนาฎีกาให้ศาลฉบับเดียว เพื่อส่งให้จำเลยที่ 1 ดังนี้ การที่โจทก์มิได้คัดสำเนาฟ้องฎีกาส่งศาลพร้อมฟ้องฎีกาเพื่อส่งให้จำเลยที่ 2 ถึง 9 แต่ศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ในกรณีเช่นนี้ศาสฎีการับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปได้ ในกรณีที่ส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยไม่ได้เนื่องจากจำเลยออกไปนอกประเทศไทยนั้น ถือได้ว่าส่งไม่ได้ เพราะหาตัวไม่พบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 201 แล้ว ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 38 นั้น เป็นกรณีที่เรือบรรทุกสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรตามช่องทางท่าอนุมัติ แต่การลักลอบนำสินค้าเข้ามาตามช่องทางซึ่งมิใช่ท่าอนุมัติ ไม่ผิดตามมาตรา 38 (ปัญหาข้อ 1 และ ข้อ 2 วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 26/2507)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.193 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.200 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.201 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.27 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.38

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง ๙ คน ร่วมกระทำผิดลักลอบนำยางพารา ๕๐๕ มัด ราคา ๑๙๘,๗๒๐ บาท ที่ต้องเสียภาษีศุลกากรขาเข้า ๕๔,๖๔๘ บาท และเป็นของต้องกำกัดควบคุมการนำเข้ามาในราชอาณาจักรไทย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร กับนำสินค้าปลาเค็มตากแห้ง กะเพาะปลาตากแห้ง หูฉลาม รวมราคาสินค้าและค่าอากรทั้งสิ้น ๔๘๗,๑๙๙.๓๐ บาท บรรทุกเรือมีระวางบรรทุก ๘๓ ตัน จากดินแดนต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรไทยที่อ่าวกะตะ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมิใช่ท่าอนุมัติและเขตศุลกากรโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และมิได้ผ่านด่านศุลกากรภูเก็ตโดยถูกต้อง โดยมีเจตนาฉ้อค่าภาษี หลีกเลี่ยงอากรและไม่ได้เสียภาษีศุลกากร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากรและริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๓๒, ๓๘ ฯลฯ จำคุกคนละ ๖ เดือน จำเลยที่ ๒ ถึง ๙ ต้องขังมาพอแก่โทษให้ปล่อยตัวไป ริบของกลาง ฯลฯ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องในเหตุลักษณะคดี ปล่อยจำเลยทั้งหมดพ้นข้อหาของกลางคืนจำเลย โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกา แต่ส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยที่ ๑ ได้คนเดียว ส่วนจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ ศาลชั้นต้นยังมิได้จัดการส่งสำเนาฎีกาให้จำเลย ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นจัดการส่งสำเนาฎีกาให้ถูกต้อง โจทก์แถลงว่า ที่โจทก์ยื่นสำเนาฎีกาให้ศาลฉบับเดียวเพื่อส่งให้จำเลยที่ ๑ เพราะเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ ถูกขังมาพอแก่โทษ จึงปล่อยตัวไป คงขังจำเลยที่ ๑ คนเดียว โจทก์และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ ไม่อุทธรณ์ คดีเฉพาะตัวจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ จึงยุติ เจ้าพนักงานส่งตัวจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ กลับประเทศพม่า ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องตลอดถึงจำเลยทุกคน โจทก์จึงฎีกา เนื่องจากจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ ไม่มีตัวอยู่ในประเทศไทย ถึงแม้โจทก์จะส่งสำเนาฎีกาต่อศาลครบจำนวนจำเลยก็ไม่มีประโยชน์ เพราะไม่อาจส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ ได้ จึงแถลงให้ศาลทราบ ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่โจทก์มิได้คัดสำเนาฟ้องฎีกาส่งศาลพร้อมกับฟ้องฎีกา เพื่อส่งให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ แต่ศาลชั้นต้นก็ได้สั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ในกรณีเช่นนี้ ศาลฎีการับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปได้ และเห็นว่า ในกรณีที่ส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยไม่ได้ เนื่องจากจำเลยออกไปนอกประเทศไทยนั้น ถือได้ว่าส่งไม่ได้เพราะหาตัวไม่พบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐๑ แล้ว และฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้นำเรือเข้ามาในราชอาณาจักรไทยเพื่อลักลอบขนสินค้าขึ้นฝั่งโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร และมีเจตนานำของเข้าโดยไม่รับอนุญาตดังฟ้อง ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ มาตรา ๓๘ นั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงความผิดตามมาตรานี้ และมาตรา ๓๘ เป็นกรณีที่เรือบรรทุกสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรตามช่องทางท่าอนุมัติ นายเรือจึงมีหน้าที่ทำรายงานแถลงรายละเอียดแห่งสินค้าที่บรรทุกมา แต่การกระทำของจำเลยในคดีนี้เป็นเรื่องจำเลยลักลอบนำสินค้าเข้ามาตามช่องทางซึ่งมิใช่ท่าอนุมัติ การกระทำของจำเลยจึงไม่ผิดตามมาตรา ๓๘ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นว่า จำเลยทุกคนผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ จำคุกจำเลยคนละ ๖ เดือน จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ ต้องขังมาพอแก่โทษแล้วให้ปล่อยตัวไป ของกลางริบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ มาตรา ๓๒ พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ.๒๔๘๒ มาตรา ๑๗ จ่ายสินบนนำจับและรางวัลเจ้าพนักงาน ยกฟ้องข้อที่ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ มาตรา ๓๘ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2508 อัยการจังหวัดภูเก็ต โจทก์ นายอาไปยานหรืออาปายานหรืออ๋องบุ่นอ่ำหรืออ่าเป๋งหรืออาปัน แซ่อ๋อง ที่ ๑ กับพวก รวม ๙ คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดภูเก็ต · ๑ - นายอาไปยานหรืออาปายานหรืออ๋องบุ่นอ่ำหรืออ่าเป๋งหรืออาปัน แซ่อ๋อง ที่ · จำเลย - กับพวก รวม ๙ คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มณี ชุติวงศ์ · เชื้อ คงคากุล · สนิท สุมาวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายสมบัติ วังตาล · ศาลอุทธรณ์ - นายแถม สิริสาลี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2969/2547ฎีกา 1244/2503ฎีกา 7390-7391/2553ฎีกา 7014/2544ฎีกา 2451/2523ฎีกา 3797-3798/2540ฎีกา 1964/2506ฎีกา 1496/2531ฎีกา 4195-4197/2555ฎีกา 3937/2541ฎีกา 16116/2555ฎีกา 1073/2480ฎีกา 2546/2527ฎีกา 779/2487ฎีกา 2499/2543ฎีกา 664/2506ฎีกา 2053/2528ฎีกา 568/2528ฎีกา 5779/2530ฎีกา 3199/2541ฎีกา 2147/2521ฎีกา 3387/2534ฎีกา 2920/2554ฎีกา 620/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา