⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3159/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3159/2532

ย่อคำพิพากษา

จำเลยขนแร่ดีบุกซึ่งแต่งและย่าง แห้งแล้วบรรจุไว้ในกระสอบที่มีน้ำหนักเท่ากันจำนวนถึง 853 กระสอบ จากบนบกลงเรือหางยาวนำไปเก็บไว้บนแพซึ่งจอดอยู่กลางทะเลลึกห่างจากฝั่งถึง 2 กิโลเมตร เพื่อรอเรือใหญ่มาขนต่อไปอีกทอดหนึ่ง โดยแพก็มีเครื่องยนต์ถึง 2 เครื่อง ซึ่งสามารถนำแร่ดีบุกต่อไปยังเรือใหญ่เพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรได้โดยง่าย แสดงว่าจำเลยมีเจตนาลักลอบส่งแร่ดีบุกออกนอกราชอาณาจักร และถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เลยขั้นตระเตรียมการแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามลักลอบนำแร่ออกนอกราชอาณาจักร ความผิดฐานพยายามลักลอบนำแร่ออกนอกราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 129, 152 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522 มาตรา 23 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 102 ตรี เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และการพิจารณาว่าบทกฎหมายใดเป็นบทหนักหรือเบากว่ากันนั้นจะต้องพิเคราะห์จากอัตราโทษจำคุก ปรากฏว่าโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 152 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522 มาตรา 23 กับโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 102 ตรี นั้น มีอัตราโทษสูงสุดเท่ากันคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี แต่ความผิดฐานพยายามลักลอบนำแร่ออกนอกราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 27 มีอัตราโทษเท่ากับการทำความผิดสำเร็จ ดังนั้น โทษจำคุกตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ดังกล่าวจึงหนักกว่าโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติแร่ฯ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.27 พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ม.105 พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ม.129 พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ม.152

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีแร่ดีบุกจำนวน ๘๕๓ กระสอบน้ำหนัก ๓๒,๙๘๓.๕๑ กิโลกรัม ราคา ๗,๐๐๒,๑๖๘.๓๕ บาท ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งสองได้นำแร่ดังกล่าวไปซุกซ่อนไว้บนแพในทะเลเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร อันเป็นการพยายามหลบหนีภาษีศุลกากรหลีกเลี่ยงข้อจำกัดในการส่งออกและพยายามลักลอบนำแร่ออกนอกราชอาณาจักร ทั้งจำเลยทั้งสองได้เก็บแร่ไว้บนแพเป็นการฝ่าฝืนประกาศกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๑๗) ฯ ด้วย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๑๗, ๑๐๕, ๑๒๙, ๑๓๓ ทวิ, ๑๔๘, ๑๕๒, ๑๕๕ ฯ กฎกระทรวงฉบับที่ ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๑๗) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๓๒, ๑๐๒ ตรีฯ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๘๓, ๙๐ ริบของกลาง จ่ายสินบนนำจับและเงินรางวัลตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ไม่ริบของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดฐานมีแร่เกิสองกิโลกรัมไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเก็บแร่ไว้บนแพอันเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๑๗) ฯ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีแร่เกินสองกิโลกรัมไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด คงปรับจำเลยที่ ๒ เป็นเงิน ๑๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ริบแร่ของกลางและจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับ และเงินรางวัลแก่ผู้จับตามกฎหมายถ้าไม่ชำระค่าปรับให้กักขังเป็นเวลาสองปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานพยายามนำแร่ดีบุกซึ่งยังไม่ผ่านศุลกากรออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่ง จำเลยที่ ๒ ฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่าจำเลยที่ ๒ มีความผิดฐานมีแร่เกินสองกิโลกรัมไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและเก็บแร่ไว้โดยฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ และการกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นการพยายามลักลอบนำแร่ของกลางออกนอกราชอาณาจักรด้วยหรือไม่ สำหรับ ปัญหาแรกนั้น...ฯลฯ... กรณีจึงเชื่อได้ว่า แร่ดีบุกของกลางมิใช่เป็นแร่ที่จำเลยที่ ๒ ขุดได้ในเขตสัมปทานขององค์การเหมืองแร่ทางทะเล ยิ่งเมื่อพิจารณาประกอบคำนายเสรีและนายต้อยที่ยืนยันว่าได้เห็นคนจำนวนหนึ่งขนแร่จากป่าริมฝั่งที่อ่าวจิกลงเรือหางยาวไปไว้บนแพของกลางแล้ว คดีฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ ๒ ได้จัดให้มีการขนแร่จากฝั่งอ่าวจิก จังหวัดพังงา ไปซุกซ่อนไว้ในแพของกลาง ซึ่งในการเก็บแร่ไว้ในแพของกลางโดยไม่ได้รับอนุญาตของจำเลยที่ ๒ เก็บไว้ในลักษณะปกปิดซ่อนเร้น สถานที่เก็บมีฝาปิดขันนอตอย่างแน่นหนาแล้วเอาไม้กระดานปิดทับและมีถังน้ำมันวางพรางตาไว้อีกชั้นหนึ่งการกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นความผิดทั้งฐานมีแร่ดีบุกไว้ในครอบครองเกินกว่าสองกิโลกรัมโดยไม่ได้รับอนุญาต และเก็บแร่ในสถานที่เก็บแร่โดยไม่มีใบอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ ๒ ในฐานนี้มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าการกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นความผิดฐานพยายามส่งแร่ออกนอกราชอาณาจักรด้วยการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรหรือไม่ได้พิเคราะห์คำร้อยตรีณรงค์ แสงสุริยงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ซึ่งทำหน้าที่ออกปราบปรามเกี่ยวกับการลักลอบนำแร่ออกนอกราชอาณาจักรมาตั้งแต่ยังเป็นปลัดจังหวัดภูเก็ตที่เบิกความอย่างน่าเชื่อถือรับฟังว่า จากประสบการณ์ที่ได้คลุกคลีกับผู้กระทำความผิดที่จะนำแร่ออกนอกราชอาณาจักร พอจะแยกได้เป็น ๔ วิธี วิธีหนึ่งในสี่วิธีก็คือนำแร่ที่แต่งแล้วไปซุกซ่อนไว้ในแพหรือเรือที่ดูดดำแร่ต่อมาก็จะนำเรือใหญ่มาบรรทุกแร่ที่ซุกซ่อนดังกล่าวนั้นส่งออกนอกราชอาณาจักร เหตุนี้การที่จำเลยที่ ๒ ขนแร่ดีบุกซึ่งแต่งและย่างแห้งแล้วโดยบรรจุไว้ในกระสอบน้ำหนักกระสอบละ ๔๐ กิโลกรัมเท่ากัน มีจำนวนถึง ๘๕๓ กระสอบ จากบนบกที่ฝั่งอ่าวจิกลงเรือหางยาวนำไปซุกซ่อนไว้ในลักษณะปกปิด และมีการกระทำเพื่อพรางการเก็บแร่ดีบุกเป็นอย่างดีบนแพซึ่งจอดอยู่กลางทะเลห่างจากฝั่งถึง ๒ กิโลเมตร ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ ๒ อย่างชัดแจ้งว่ากระทำไปเพื่อลักลอบส่งแร่ดีบุกออกนอกราชอาณาจักร ทั้งขณะที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบการกระทำผิดของจำเลยที่ ๒ และยึดแร่ดีบุกของกลางได้ จำเลยที่ ๒ ได้นำแร่ดังกล่าวออกจากชายฝั่งซึ่งเป็นราชอาณาจักรไทยไปในทะเลลึกมีระยะทางถึง ๒ กิโลเมตรแล้ว และแพของกลางก็มีเครื่องยนต์ถึง ๒ เครื่องซึ่งสามารถนำแร่ต่อไปยังเรือใหญ่เพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรได้โดยง่าย ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เลยชั้นตระเตรียมการแล้ว กล่าวคือ จำเลยที่ ๒ ได้ลงมือนำแร่ดีบุกที่ยังมิได้เสียภาษีและเป็นของต้องจำกัดออกไปนอกพระราชอาณาจักรแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะต้องนำไปเก็บไว้บนแพกลางทะเลลึกเพื่อรอเรือใหญ่มาขนต่อไปอีกทอดหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นความผิดฐานพยายามลักลอบนำแร่ดีบุกที่ยังมิได้เสียภาษีและเป็นของต้องห้ามต้องจำกัดออกไปนอกพระราชอาณาจักรแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาฐานนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น อนึ่งความผิดฐานพยายามลักลอบนำแร่ออกนอกราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๑๒๙, ๑๕๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๓ และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๑๐๒ ตรี เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท และการพิจารณาว่าบทกฎหมายใดเป็นบทหนักหรือเบา กว่ากันนั้น จะต้องพิเคราะห์จากอัตราโทษจำคุกปรากฏว่าโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๑๕๒ ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๓กับโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๐๒ ตรีนั้น มีอัตราโทษสูงสุดเท่ากันคือจำคุกไม่เกิน ๑๐ ปี แต่ความผิดฐานพยายามลักลอบนำแร่ออกนอกราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา ๒๗ มีอัตราโทษเท่ากับการทำความผิดสำเร็จ ดังนั้น โทษจำคุกตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ดังกล่าวจึงหนักกว่าโทษจำคุกตามพระราชบัญญัติแร่ฯ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดฐานพยายามลักลอบนำแร่ออกนอกราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๑๒๙, ๑๕๒ ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๓ และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๑๐๒ ตรีลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๑๐๒ ตรี ซึ่งเป็นบทหนัก อีกกระทงหนึ่ง ให้ปรับจำเลยที่ ๒ เป็นจำนวนสี่เท่าของราคาของเป็นเงิน ๒๘,๐๐๘,๖๗๓.๔๐ บาท รวมลงโทษปรับจำเลยที่ ๒ จำนวน ๔๓,๐๐๘,๖๗๓.๔๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ หากกักขังแทนให้กักขังมีกำหนด ๒ ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3159/2532 พนักงานอัยการจังหวัดพังงา โจทก์ นายสมบัติ ทวีแสง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพังงา · จำเลย - นายสมบัติ ทวีแสง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิศิษฏ์ ลิมานนท์ · สุพจน์ นาถะพินธุ · ศิลปชัย มัทธุรศ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพังงา - นายยิ่งยง ธัญธรรมรัตน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเสริมพงศ์ วรยิ่งยง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 1560/2529ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 531/2510ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 3237/2543ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา