⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 666/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 666/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานโดยมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น เป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง และการกระทำความผิดอาญาอื่นต่อไป ถือเป็นกรรมใหม่ต่างหากจากกรรมเดิม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองกับพวกเข้าล้อมผู้เสียหาย แล้วจำเลยที่ 1 บอกว่า อั๊วเป็นตำรวจ พร้อมกับเอาบัตรประจำตัวแลบกระเป๋มเสื้อ ขอ คน ผู้เสียหายเชื่อจึงยอมให้ค้น จำเลยกับพวกค้นแล้วไม่ได้ของผิดกฎหมายจึงเอามีดออกขู่เอานาฬิกาข้อมือของผู้เสียหายไป ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานปล้นทรัพย์ไปแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ดังนี้ การแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น จำเลยที่ 1 ได้กระทำไปครบองค์ความผิดเป็นการเสร็จเด็ดขาดอยู่ในตัวไปตอนหนึ่งแล้ว เมื่อไม่ได้ของผิดกฎหมาย จำเลยที่ 1 กับพวกจึงเอามีดออกขู่ทำการปล้นทรัพย์ เป็นการเริ่มกรรมใหม่อีกกรรมหนึ่ง ถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 สิทธินำคดีมาฟ้องยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(4)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.145 ประมวลกฎหมายอาญา ม.340

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองสมคบกันแสดงต่อนายเล้งนางติ๊กง้วนว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นตัวบุคคลทั้งสอง และได้กระทำการเป็นเจ้าพนักงานตรวจค้นตัวบุคคลทั้งสองโดยจำเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงาน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๕, ๘๓ จำเลยที่ ๑ รับสารภาพ จำเลยที่ ๒ ปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษานายอุทัยจำเลยที่ ๑ ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๕ จำคุก ๖ เดือน ลดรับสารภาพกึ่งหนึ่งคงจำคุก ๓ เดือน ยกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า ได้กระทำผิดคราวเดียวกับความผิดเรื่องปล้น ศาลทหารกรุงเทพฯ(ศาลอาญา) พิพากษาจำคุกแล้วสิทธินำคดีนี้มาฟ้องระงับแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นว่า สิทธินำคดีมาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙(๔) แล้ว พิพากษาแก้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ด้วย ผู้ว่าคดี ฯ ฎีกา ศาลฎีกาปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบได้ความว่า วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองกับพวกเข้าล้อมนายเล้งกับพวกแล้วจำเลยที่ ๑ บอกว่า อั๊วเป็นตำรวจพร้อมกับเอาบัตรประจำตัวแลบกระเป๋าเสื้อขอค้นนายเล้งกับพวกเชื่อจึงยอมให้ค้น จำเลยที่ ๑ กับพวกค้นแล้วไม่ได้ของผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองกับพวกจึงเอามีดออกขู่เอานาฬิกาข้อมือของนายเล้งไป ศาลทหารกรุงเทพฯ ลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง ๒ ฐานปล้นแล้ว วินิจฉัยว่า การแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยมิได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่มีอำนาจกระทำการนั้น นายอุทัยจำเลยที่ ๑ ได้กระทำไปครบองค์ความผิดอันเป็นการเสร็จเด็ดขายอยู่ในตัวไปตอนหนึ่งแล้ว เมื่อไม่ได้ของผิดกฎหมาย จำเลยที่ ๑ กับพวกจึงเอามีดออกขู่ทำการปล้นทรัพย์ เป็นการเริ่มกรรมใหม่ขึ้นอีกกรรมหนึ่ง ถ้าได้ของผิดกฎหมาย นายอุทัยจำเลยที่ ๑ กับพวกจะทำการปล้นต่อไปหรือไม่ หรือจะจัดการกับของผิดกฎหมายที่ค้นได้อย่างไร ยังเป็นสิ่งที่น่าพิจารณาอยู่ ดังนี้ ถือได้ว่าการกระทำของนายอุทัยจำเลยที่ ๑ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑ สิทธินำคดีมาฟ้องยังไม่ระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙(๔) พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีตามศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 666/2508 ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครเหนือ โจทก์ นายอุทัย เชาวน์ดิษฐ ที่ ๑ นายสิน สังขชาติ ที่ ๒ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครเหนือ · จำเลย - นายอุทัย เชาวน์ดิษฐ ที่ ๑ นายสิน สังขชาติ ที่ ๒
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุศย์ ขันธวิทย์ · สนิท สุมาวงศ์ · เพรียง โรจนรัส
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายอุทัย บูรณสมภพ · ศาลอุทธรณ์ - นายบรรจบ เสาวรรณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1656/2512ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 19406/2555ฎีกา 5305/2539ฎีกา 599/2532ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1124/2496ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 1979/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 1499/2531ฎีกา 8833/2554ฎีกา 3864/2546ฎีกา 801/2503ฎีกา 2664/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา