⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 881/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 881/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นโดยปรปักษ์ ผู้ครอบครองย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น แม้จะรู้ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของผู้อื่นก็ตาม เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นฟังว่า ที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์จำเลยครอบครองมาด้วยความสงบเปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ให้จำเลยที่ 1 รื้อคันนาจากหลักไม้หมายเลย 2 ถึงหลักไม้หมายเลข 3 ในแผนที่พิพาทออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถึง 8 รื้อรั้วที่ทำไว้ในที่ดินของโจทก์ออกไปด้วย ดังนี้ เป็นแก้ไขมาก จำเลยให้การว่า เดิมที่นาพิพาทจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยได้ครอบครองมีเขตคันเป็นส่วนสัดมาโดยสงบและเปิดเผยติดต่อตลอดมาทุกปีเป็นเวลา 30 ปีเศษ ทางพิจารณาได้ความว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์แต่จำเลยครอบครอง ถือว่าเป็นการต่อสู้ว่าครอบครองทรัพย์ของโจทก์โดยปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว การครอบครองปกปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ผู้ครอบครองจะรู้ว่าทรัพย์สินที่ตนครอบครองเป็นของผู้อื่นหรือไม่ ไม่สำคัญ ย่อมได้กรรมสิทธิ์เสมอ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญติไว้เป็นอย่างอื่น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.240 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ ๗๕๙๑ จำเลยที่ ๑ ตั้งคันนารุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๓ ถึง ๘ บุกรุกเข้ามาตัดฟันไม้ไผ่และโค่นไม้ของโจทก์ จำเลยที่ ๑ - ๒ นำจำเลยที่ ๑, ๒, ๔, ๕, ๙ และ ๑๐ ได้นำหลักหินมาปักบนคันนาของโจทก์ ขอให้จำเลยรื้อถอนออกไปและใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ ๑- ๒ ให้การว่า เนื้อที่ดินที่โจทก์หาว่าจำเลยทำรั้วรุกล้ำเป็นของจำเลยที่ ๑ - ๒ จำเลยที่ ๑ - ๒ ครอบครองมาโดยสงบและเปิดเผยติดต่อกันมาเป็นเวลา ๓๐ ปีเศษ จำเลยที่ ๓ - ๘ ว่าไม่ได้ตัดฟันเป็นจำนวนที่โจทก์ฟ้อง และเป็นไม้ที่อยู่ในที่ดินจำเลยที่ ๑ - ๒ ส่วนจำเลยที่ ๙ - ๑๐ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ - ๒ ครอบครองที่พิพาทด้วยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า ๑๐ ปี แม้จะฟังว่าที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์ จำเลยที่ ๑ - ๒ ก็ได้กรรมสิทธิ์ คดีโจทก์ขาดอายุความ และจำเลยที่ ๙ - ๑๐ ปักหลักเขตในแนวเขตของจำเลยที่ ๑ - ๒ พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เขตที่ดินของโจทก์ตรงมุมตะวันตกเฉียงเหนือจดหลักไม้ ล.ม.๔ ในแผนที่พิพาท และมีเขตเป็นเส้นตรงลงมาทางทิศใต้ จดหลักไม้หมายเลข ๒ และจำเลยต่อสู้เพียงว่า จำเลยครอบครองที่ดินของจำเลยมา ๓๐ ปี หาได้อ้างว่าครอบครองที่ดินของผู้อื่นไม่ คดีจึงไม่มีประเด็นจะต้องวินิจฉัย คดีของโจทก์ขาดอายุความ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ ให้จำเลยที่ ๑ รื้อคันนาจากหลักไม้หมายเลข ๒ ถึงหลักไม้หมายเลข ๓ ในแผนที่พิพาทออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ ถึง ๘ รื้อรั้วที่ทำไว้ในที่ดินของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ถึง ๘ ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการแก้ไขมาก ฎีกาจำเลยไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ จำเลยที่ ๑ ถึง ๘ ฎีกาว่า คดีมีประเด็นที่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ๓ ประการ คือ :- ๑. ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์หรือของจำเลยที่ ๑ - ๒ ๒. ที่ดินพิพาท โจทก์หรือจำเลย(ที่ ๑ - ๒) เป็นผู้ครอบครองมา ๓. ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในประเด็นข้อครอบครองที่จำเลย(ที่ ๑ - ๒) ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้นั้น เป็นการชอบด้วยวิธีพิจารณาหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นควรยกประเด็นข้อที่ ๒ - ๓ ขึ้นวินิจฉัยก่อน เห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำให้การปรากฏชัดว่า ที่ดินของโจทก์กับของจำเลยที่ ๑ - ๒ มีโฉนดด้วยกัน และมีเขตติดต่อกันเฉพาะที่พิพาทก็อยู่ตรงเขตติดต่อกัน ที่จำเลยที่ ๑ - ๒ ให้การว่า ที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดจำเลย จำเลยได้ครอบครองมามีเขตคันเป็นส่วนสัดครอบครองมาโดยสงบและเปิดเผยติดต่อกันมาเป็นเวลา ๒๐ ปีเศษ นั้น จำเลยที่ ๑ - ๒ อาจเข้าใจโดยสุจริตว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย และอยู่ในเขตโฉจดของจำเลยก็ได้ จึงได้ให้การต่อสู้ไปตามนั้น ถ้าที่พิพาทเป็นไปตามจำเลยเข้าใจก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า ที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์ ปัญหาจึงเกิดตามขึ้นมาว่าคำให้การของจำเลยที่ ๑ - ๒ ดังกล่าวมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าถ้าแต่เดิมที่พิพาทเป็นของโจทก์ ที่พิพาทก็ไม่ใช่ของจำเลย และถ้าจำเลยที่ ๑ - ๒ ครอบครองที่พิพาท ก็ได้ชื่อว่าจำเลยที่ ๑ - ๒ ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น(โจทก์) เป็นการตรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ อยู่ในตัว การครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๘๒ เป็นวิธีการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่นวิธีหนึ่งผู้ครอบครองจะรู้ว่าทรัพย์สินที่ตนครอบครองเป็นของผู้อื่นหรือไม่ ไม่สำคัญ ย่อมได้กรรมสิทธิ์เสมอไป เว้นแต่จะมีบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น เฉพาะกรณีนี้ไม่ได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดบัญญัติไว้ว่าจำเลยที่ ๑ - ๒ จะครอบครองที่พิพาทซึ่งอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของไม่ได้ ฉะนั้น ที่จำเลยที่ ๑ - ๒ ให้การดังกล่าว คือได้ว่าจำเลยที่ ๑ - ๒ ได้ยกข้อเท็จจริงเรื่องการครอบครองและยกอายุความการได้สิทธิจนได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทขึ้นต่อสู้โจทก์แล้ว คดีจึงมีประเด็นว่า จำเลยที่ ๑ - ๒ ได้ครอบครองที่พิพาทจนได้กรรมสิทธิ์จริงหรือไม่ ซึ่งจำต้องวินิจฉัยต่อไป ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ควรจะได้วินิจฉัยประเด็นข้อนี้ต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะที่ได้พิพากษาในประเด็นข้อ ๓ - ๒ เสีย แล้วคืนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาประเด็นข้อ ๒ ตามรูปคดีต่อไปใหม่ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 881/2508 สหกรณ์วัดตลุง ไม่จำกัดสินใช้ โดยนายภูมิ อยู่จั่น ประธานกรรมการและนาย ทองใบ อยู่โต เลขานุการ โจทก์ นางโถม บุญมานำ กับพวกรวม ๑๐ คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความประธานกรรมการและนาย - สหกรณ์วัดตลุง ไม่จำกัดสินใช้ โดยนายภูมิ อยู่จั่น · โจทก์ - ทองใบ อยู่โต เลขานุการ · จำเลย - นางโถม บุญมานำ กับพวกรวม ๑๐ คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุศย์ ขันธวิทย์ · สนิท สุมาวงศ์ · เพรียง โรจนรัส
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลพบุรี - นายประสม ศรีเจริญ · ศาลอุทธรณ์ - นายบรรจบ เสาวรรณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 7903/2568ฎีกา 4415/2528ฎีกา 8735/2542ฎีกา 891/2510ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 72/2505ฎีกา 1733/2498ฎีกา 4470/2543ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 6455/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 4484/2536ฎีกา 6663/2538ฎีกา 1348/2508ฎีกา 1746/2511ฎีกา 3827/2542ฎีกา 759/2519ฎีกา 6196/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา