คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 969/2508
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้บังคับบัญชามีอำนาจสั่งให้ข้าราชการพลเรือนที่ถูกฟ้องคดีอาญาซึ่งไม่ใช่ความผิดลหุโทษหรือประมาท ออกจากราชการได้โดยไม่ต้องตั้งกรรมการสอบสวนก่อน. การสั่งให้ออกจากราชการตามกรณีดังกล่าวมีผลถาวร เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเป็นไล่ออกหรือปลดออกตามผลการพิจารณาคดีหรือการสอบสวน.
ย่อคำพิพากษา
ตามพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2485 มาตรา 63 นั้น ผู้บังคับบัญชามีอำนาจสั่งให้ข้าราชการพลเรือนที่ถูกฟ้องคดีอาญาซึ่งไม่ใช่ความผิดลหุโทษหรือประมาท ให้ออกจากราชการได้ในขณะที่ข้าราชการผู้นั้นกำลังอยู่ในระหว่างพิจารณาคดีอาญาหรือระหว่างการสอบสวนเรื่องทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและผู้บังคับบัญชามีอำนาจสั่งให้ออกจากราชการได้โดยไม่ต้องตั้งกรรมการดำเนินการสอบสวนเสียก่อน
ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา 63(ก) นั้น ผู้บังคับบัญชาไม่ต้องสั่งใหม่ในเมื่อการพิจารณาคดีหรือการสอบสวนได้ความว่าข้าราชการผู้นั้นไม่มีความผิด แต่ถ้าศาลพิพากษาว่าข้าราชการผู้นั้นมีความผิดหรือการสอบสวนได้ความเป็น+ที่จะต้องไล่ออกหรือปลดออก ผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเป็นไล่ออกหรือปลดออกให้ตรงตามบทบัญญัติแห่งวินัยข้าราชการพลเรือนอีกครั้งหนึ่ง การสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา 63(ก) นั้น เป็นการสั่งให้พ้นจากราชการไปเลย และคำสั่งนี้คงมีผลตลอดไป เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ไล่ออกหรือปลดออกตามความในมาตรา 63(ก) ตอนท้ายเท่านั้น.
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 16 -17/2507).
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2485 ม.37 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2485 ม.43 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2485 ม.61 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2485 ม.62 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2485 ม.63 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์รับราชการในกรมสหกรณ์กระทรวงเกษตราธิการได้รับเงินเดือน ๆ ละ ๑,๐๖๐ บาท ต่อมากรมสหกรณ์สถาปนาขึ้นเป็นกระทรวงสหกรณ์และต่อมาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เปลี่ยนนามเป็นกระทรวงเกษตร ตำรวจได้จับกุมโจทก์ในข้อหากบฏ เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒ ศาลอาญาได้พิพากษาปล่อยตัวโจทก์เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๕ คดีถึงที่สุด
เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๔๙๒ จำเลยที่ ๒ มีคำสั่งที่ ๓๒/๒๔๔๒ ซึ่งสั่งตามพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๔๘๕ มาตรา ๖๓ ให้โจทก์พักราชการตั้งแต่วันถูกจับ คำสั่งของจำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เพราะขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้ถูกฟ้อง
ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้มีคำสั่งที่ ๔๕/๒๔๙๓ ลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๓ สั่งตามพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๔๘๕ มาตรา ๖๓(ก) ๔๓(ก) ให้โจทก์ออกจากราชการฐานมีมลทินมัวหมอง ตั้งแต่วันสั่งเป็นต้นไปคำสั่งของจำเลยนี้เป็นโมฆะ เพราะยังไม่ได้ตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ และศาลอาญายังมิได้พิพากษาคดีของโจทก์
เมื่อศาลอาญาได้พิพากษาปล่อยโจทก์แล้ว จำเลยยังไม่ยอมให้โจทก์กลับเข้ารับราชการ โจทก์จึงยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์ คณะกรรมการฯ เห็นว่าควรดำเนินการให้โจทก์คืนสู่ฐานะข้าราชการตามเดิม นายกรัฐมนตรีได้ส่งเรื่องให้กระทรวงสหกรณ์จำเลยที่ ๑ ดำเนินการต่อไป
จำเลยที่ ๑ ได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ แต่คณะกรรมการหาได้เรียกโจทก์ไปสอบสวนและให้โอกาสโจทก์อ้างพยานหลักฐานแสดงความบริสุทธ์ไม่ แล้วจำเลยที่ ๑ ได้มีคำสั่งที่ ๒๗/๒๕๐๕ ให้โจทก์ออกจากราชการ คำสั่งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นคำสั่งย้อนหลังให้โจทก์ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๓ และรับรองคำสั่งของจำเลยที่ ๔๕/๒๔๙๓ ซึ่งเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ แล้วให้กลับเป็นคำสั่งที่สมบูรณ์ตามกฎหมายขึ้นใหม่อีก คำสั่งที่ ๒๗/๒๕๐๔ นี้จำเลยที่ ๑ ไม่มีอำนาจสั่งได้ เพราะโจทก์ไม่เคยถูกกล่าวหาสอบสวนว่ากระทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๔๘๕ ที่ใช้บังคับอยู่เวลานั้น
คำสั่งของจำเลยดังกล่าวแล้ว เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิดสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เป็นเงิน ๓๔๗,๗๔๒.๕๐ บาท และดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี
จำเลยทั้งสองให้การว่า คำสั่งของจำเลยไม่ละเมิดสิทธิของโจทก์ และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย และตัดฟ้องว่าคดีขาดอายุความ
วันชี้สองสถาน คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกัน และทั้งสองฝ่ายไม่สืบพยาน
ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำสั่งเจ้ากระทรวงเกษตราธิการที่ ๔๕/๒๔๙๓ และคำสั่งกระทรวงสหกรณ์ ที่ ๒๗/๒๕๐๔ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นเรื่องค่าสินไหมทดแทนและอายุความ พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำสั่งที่ ๔๕/๒๔๙๓ เป็นคำสั่งที่ให้ออกจากราชการ โดยเด็ดขาดข้อที่จะพิจารณาต่อไปมีว่า คำสั่งที่สั่งให้ออกจากราชการโดยเด็ดขาดนั้นจะสั่งโดยไม่มีการแต่งตั้งกรรมการสอบสวนเสียก่อนได้หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์เห็นว่า การที่จะสั่งให้ข้าราชการออกจากราชการจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน มาตรา ๔๓,๖๓ เมื่อไม่ได้ตั้งกรรมการสอบสวน จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสหกรณ์ที่ ๒๗/๒๕๐๔ ซึ่งสั่งให้โจทก์ออกจากราชการอีกครั้งหนึ่ง มีขึ้นภายหลังที่คณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์วินิจฉัยว่า คำสั่งให้พักราชการและให้ออกจากราชการที่สั่งไว้แต่เดิมนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าสังกัดพิจารณาดำเนินการต่อไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเรื่องราวร้องทุกข์ว่า ควรให้โจทก์เข้ารับราชการหรือควรตั้งกรรมการสอบสวนใหม่ จำเลยที่ ๑ ได้ตั้งกรรมการสอบสวนขึ้นคณะหนึ่ง คณะกรรมการเห็นว่าโจทก์มีมลทินมัวหมอง จำเลยที่ ๑ จึงสั่งให้โจทก์ออกจากราชการ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านว่า คำสั่งฉบับนี้เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคณะกรรมการดำเนินการสอบสวนไม่ชอบ เรื่องนี้ปรากฏว่าได้ตั้งกรรมการขึ้นสอบสวนแล้ว แต่กรรมการสอบสวนได้ปฏิบัติการสอบสวนหรือไม่ ข้อนี้จำเลยแถลงรับว่ากรรมการไม่ได้เรียกโจทก์ไปสอบปากคำ โจทก์ขออ้างสำนวนการสอบสวน จำเลยแถลงว่าไม่มีสำนวนจะส่งให้ เมื่อจำเลยแถลงว่าไม่มีสำนวนสอบสวนส่งให้เช่นนี้ ก็เท่ากับแสดงว่าไม่มีการสอบสวนดังจำเลยกล่าวอ้าง เมื่อไม่มีการสอบสวน ก็ไม่เกิดผลที่ถูกต้องตามกฎหมายอันจะทำให้โจทก์ต้องออกจากราชการเมื่อคำสั่งของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ พิพากษากลับให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินค่าทดแทนให้โจทก์ตามฟ้อง
จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า คำสั่งของจำเลยทั้งสองฉบับที่ให้โจทก์ออกจากราชการนั้น ได้ปฏิบัติการชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์
ศาลฎีกาได้ประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาได้ความว่า คำสั่งฉบับแรกที่สั่งให้โจทก์ออกจากราชการ คือ คำสั่งที่ ๔๕/๒๔๙๓ ของกระทรวงเกษตราธิการ ซึ่งสั่งโดยอาศัยอำนาจแห่งพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๔๘๕ มาตรา ๖๓(ก) และ ๔๓(ก) นั้น ศาลฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนถูกฟ้องคดีอาญาซึ่งไม่ใช่ความผิดลหุโทษหรือฐานประมาท และในกรณีถูกสอบสวนเรื่องทำผิดวินัยร้ายแรงนั้น มาตรา ๖๓ บัญญัติว่า ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าจะให้คงอยู่ในราชการระหว่างพิจารณาหรือสอบสวน จะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ก็ให้พิจารณาปฏิบัติได้ ๒ อย่างคือ ๑ ถ้าเห็นว่ามีมลทินหรือมัวหมอง จะสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๔๓(ก) ไว้ก่อนก็ได้ ๒ ถ้าเห็นว่ามลทินหรือความมัวหมองไม่ปรากฏชัด จะสั่งได้แก่เพียงให้พักราชการ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความในวรรคแรกของมาตรา ๖๓ ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าผู้บังคับบัญชาที่ข้าราชการผู้นั้นสังกัดเห็นว่าจะให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการระหว่างพิจารณาหรือสอบสวน จะเป็นการเสียหายแก่ราชการ" นั้น เป็นข้อความที่แสดงอยู่ในตัวว่า ให้มีการพิจารณาสั่งการตามความในมาตรานี้ได้ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลหรือระหว่างการสอบสวนเรื่องทำผิดวินัยร้ายแรง นอกจากนี้ วรรคท้ายของข้อ (ข) ก็บัญญัติอยู่ว่า การให้พักราชการนั้น ให้พักตลอดเวลาที่สอบสวนพิจารณา และระบุว่า เมื่อสอบสวนพิจารณาแล้วปรากฏว่า ผู้ถูกสั่งพักมิได้กระทำความผิด ก็ให้พิจารณาสั่งต่อไปดังที่ระบุไว้ ศาลฎีกาเห็นว่าข้อความในวรรคนี้แสดงโดยชัดแจ้งว่า การสั่งพักราชการนั้นเป็นการสั่งในระหว่างการพิจารณาคดีอาญาหรือระหว่างการสอบสวนเรื่องทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ขัอความในวรรคนี้จึงเป็นการสนับสนุนให้เห็นความหมายของวรรคแรก แห่งมาตรา ๖๓ อีกชั้นหนึ่งว่าเป็นเรื่องสั่งระหว่างการพิจารณาคดีอาญาหรือระหว่างการสอบสวนเรื่องทำผิดวินัยร้ายแรง
มาตรา ๖๓ ไม่ได้บัญญัติว่า การมีคำสั่งตามมาตรานี้ จะต้องตั้งกรรมการดำเนินการสอบสวนเสียก่อน ดังบัญญัติไว้ในมาตราอื่น เช่นมาตรา ๖๑,๖๒ ถ้าหากถือว่าจะต้องมีการสอบสวนทำนองเดียวกับมาตรา ๖๑,๖๒ เสียก่อนแล้ว ก็จะมีการดำเนินการสอบสวนซ้อนการสอบสวน ซึ่งกฎหมายไม่น่าจะมีความประสงค์เช่นนั้น มาตรา ๖๓(ก) บัญญัติท้าวความถึงมาตรา ๔๓(ก) มาตรา ๔๓(ก) บัญญัติถึงการสั่งให้ข้าราชการออกจากราชการในกรณีที่ต้องหาว่าทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงไว้ว่า ได้ดำเนินการสอบสวนพิจารณาตามมาตรา ๖๑ แล้ว การสอบสวนพิจารณาตามมาตรา ๖๑ ก็คือ ข้าราชการถูกหาว่าทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงอันมีโทษถึงไล่ออกมาตรานี้บัญญัติให้ผู้มีอำนาจดังระบุไว้ ตั้งกรรมการอย่างน้อยสามนายดำเนินการสอบสวนแล้วทำรายงานการสอบสวน ฉะนั้น การสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๔๓(ก) จึงเป็นการสั่งเมื่อได้ดำเนินการสอบสวนกรณีที่ต้องหาว่าทำผิดวินัยโทษถึงไล่ออกจนเสร็จสิ้น และมีการพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้วว่า ไม่ได้ความว่ากระทำความผิด ฉะนั้น ถ้าหากการสั่งตามมาตรา ๖๓ (ก) ต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา ๔๓(ก) ที่ว่า ได้มีการสอบสวนหรือพิจารณาความผิดมาแล้ว ก็ไม่อาจ+การพิจารณาสั่งการในระหว่างสอบสวนตามข้อความในวรรคแรกได้ ฉะนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคำสั่งที่ ๔๕/๒๔๙๓ ของกระทรวงเกษตรธิการเป็นคำสั่งตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้
มาตรา ๖๓ ได้บัญญัติไว้ให้ดำเนินการภายหลังที่ได้สั่งให้ออกจากราชการ กับภายหลังที่ได้สั่งพักราชการไว้ต่างกัน กล่าวคือ ในกรณีที่สั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๖๓(ก) นั้น กฎหมายระบุว่า ถ้าภายหลังศาลพิพากษาว่ามีความผิดหรือสอบสวนพิจารณาได้ความเป็นสัจที่จะต้องลงโทษไล่ออกหรือปลดออก ก็ให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงเป็นไล่ออกหรือปลดออกให้ตรงตามบทวินัยแห่งพระราชบัญญัติอีกครั้งหนึ่ง ส่วนกรณีสั่งพักราชการตามมาตรา ๖๓(ข) นั้น ระบุว่า ถ้าปรากฏว่าผู้ถูกสั่งพักราชการมิได้กระทำความผิด และไม่มีมลทินความผิดเลย ผู้บังคับบัญชาที่สั่งพัก ต้องสั่งให้ผู้นั้นกลับคืนตำแหน่งเดิม ถ้าปรากฏว่าไม่ได้ความเป็นสัจว่าผู้นั้นได้กระทำความผิด แต่ก็มีมลทินมัวหมองอยู่ ก็อาจสั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการได้ ตามข้อบัญญัติดังกล่าว แสดงว่าในกรณีสั่งพักราชการตามมาตรา ๖๓(ข) นั้น เมื่อการพิจารณาหรือการสอบสวนปรากฏว่า ผู้ถูกสั่งพักมิได้กระทำผิดแล้ว ผู้บังคับบัญชาต้องสั่งให้กลับคืนตำแหน่งเดิม หรือสั่งให้ออกจากราชการ ส่วนกรณีสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๖๓(ก) นั้น กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ผู้บังคับบัญชาต้องสั่งใหม่ในเมื่อการพิจารณาหรือการสอบสวนได้ความว่าไม่มีความผิด คงบัญญัติไว้ให้มีคำสั่งใหม่เฉพาะกรณีที่ศาลพิพากษาว่ามีความผิด และกรณีที่การสอบสวนได้ความเป็นสัจที่จะต้องไล่ออกหรือปลดออกเท่านั้น ฉะนั้น ในกรณีสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๖๓(ก) จึงเป็นการสั่งให้พ้นจากราชการไปเลย และคำสั่งนั้นก็คงมีผลตลอดไป เว้นไว้แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ไล่ออกหรือปลอดออกตามความในมาตรา ๖๓(ก) ตอนท้าน อนึ่ง มาตรา ๖๓(ก) ซึ่งมีผลให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการพ้นจากราชการตลอดไปในกรณีที่การพิจารณาหรือการสอบสวนปรากฏว่าผู้นั้นไม่ได้กระทำผิดนั้นก็ไม่ใช่ว่าเป็นการให้ออกจากราชการโดยไม่มีมูลที่จะสั่งให้ออกจากราชการ แต่เป็นการสั่งให้ออกโดยมีมูลให้ออกจากราชการตามกฎหมายนั่นเอง กล่าวคือ ก่อนที่ผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๖๓(ก) ผู้บังคับบัญชาก็ได้พิจารราแล้วเห็นว่า มีมลทินมัวหมอง ส่วนการพิจารณาหรือการสอบสวนไม่ได้ความว่าผู้นั้นกระทำผิด ก็ไม่ใช่เป็นข้อแสดงว่าผู้นั้นไม่มีมบทินหรือมัวหมอง แม้แต่ในกรณีสั่งพักราชการโดยมีมลทินหรือความมัวหมองไม่ปรากฏชัด เมื่อการพิจารณาหรือสอบสวนปรากฏว่าผู้นั้นไม่มีความผิด กฎหมายก็ยังให้ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ออกจากราชการได้ เมื่อเห็นว่าผู้ถูกสั่งพักมีมลทินหรือมัวหมอง และการให้เข้ารับราชการอีกจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ฉะนั้น ในคดีเรื่องนี้ แม้ผู้บังคับบัญชาจะมิได้มีคำสั่งภายหลังที่ศาลยกฟ้องคดีอาญาที่โจทก์ถูกฟ้องแล้ว ก็ไม่ทำให้โจทก์เสียหาย ศาลฎีกาได้พร้อมกับประชุมใหญ่พิจารณาแล้ว เห็นว่าจำเลยมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลย คดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยถึงปัญหาอื่นต่อไป
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 969/2508
ร้อยตรี กระมล ขลศึกษ์ โจทก์
กระทรวงสหกรณ์ ที่ 1 กระทรวงเกษตร ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ร้อยตรี กระมล ขลศึกษ์ · จำเลย - กระทรวงสหกรณ์ ที่ 1 กระทรวงเกษตร ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สอาด นาวีเจริญ · เจน เวชศิลป์ · สวิง ลัดพลี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นายเสถียร ลิมปิษเฐียร · ศาลอุทธรณ์ - นายธงสิทธิ พวงกนก. |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา