คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 991/2508
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การระบุสภาพแห่งข้อหาในฟ้องโดยแจ้งชัดว่าจำเลยเช่าห้องเพื่อประกอบการค้า ถือว่าเพียงพอแล้ว ส่วนรายละเอียดการประกอบการค้าเป็นประเด็นที่ต้องนำสืบในชั้นพิจารณา
2. การวินิจฉัยว่าทรัพย์สินที่เช่าเป็นเคหะตามกฎหมายควบคุมค่าเช่าหรือไม่ เป็นปัญหาข้อเท็จจริง หากไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาจะไม่รับวินิจฉัย.
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ได้กล่าวมาในฟ้องแล้วว่า จำเลยเช่าห้องพิพาทเพื่อประกอบการค้า เป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์แล้ว ส่วนห้องพิพาทอยู่ในทำเลการค้าและจำเลยได้ประกอบการค้าอะไร มีสภาพอย่างใดนั้น เป็นรายละเอียดที่จะนำสืบกันต่อไปในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์จึงหาเคลือบคลุมไม่
ข้อที่จำเลยฎีกาว่า ห้องพิพาทเป็นเคหะตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขันฯ ซึ่งศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง อุทธรณ์ข้อนี้ก็เป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริง เป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมาวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 เมื่อเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามแล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทะรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเช่าตึกพิพาทเพื่อประกอบการค้า อัตราค่าเช่าเดือนละ ๕๐ บาท สัญญาเช่าสิ้นอายุแล้ว โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายบอกเลิกสัญญาเช่า ให้จำเลยส่งมอบตึกพิพาทภายในกำหนด จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้ศาลขับไล่จำเลยทั้งสองกับบริวาร
จำเลยทั้งสองให้การว่า ไม่รับรองสัญญาเช่าท้ายฟ้องโจทก์ ห้องพิพาทมิได้อยู่ในทำเลการค้า จำเลยเช่าเพื่ออยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ ค้าขายบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน โจทก์ไม่เคยบอกเลิกการเช่า และฟ้องโจทก์เคลือบคลุม
ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวาร
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม และเห็นว่าข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่าห้องพิพาทเป็นเคหะตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ ซึ่งศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้น ปรากฎว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องเช่าซึ่งมีอัตราค่าเช่าเดือนละ ๕๐ บาท คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ และในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน คงฟังได้ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ห้องพิพาทอยู่ในทำเลการค้า จำเลยเช่าโดยทราบเจตนาของโจทก์ว่า ให้เช่าเพื่อประกอบการค้า จำเลยได้จดทะเบียนการค้าและทำการค้าในห้องพิพาท ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยใช้ห้องพิพาททำการค้าหาประโยชน์ จึงมิใช่เคหะอันจะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ได้กล่าวมาในฟ้องแล้วว่า จำเลยเช่าห้องพิพาทเพื่อประกอบการค้า เป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์แล้ว ส่วนห้องพิพาทอยู่ในทำเลการค้าและจำเลยได้ประกอบการค้าอะไร มีสภาพอย่างใดนั้น เป็นรายละเอียดที่จะนำสืบกันต่อไปในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์จึงหาเคลือบคลุมไม่
ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาคัดค้านว่า ห้องพิพาทเป็นเคหะพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขันฯ ซึ่งศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้น ปรากฏว่าฎีกาจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ก็เป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ เมื่อเป็นอุทธรณ์ต้องห้าม ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลย.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 991/2508
นางเลื่อน วีระรัตน์ โจทก์
นายตั้วเห้า แซ่แต้ ที่ 1 นางไซย้ง แซ่จิว ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางเลื่อน วีระรัตน์ · จำเลย - นายตั้วเห้า แซ่แต้ ที่ 1 นางไซย้ง แซ่จิว ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เจน เวชศิลป์ · สอาด นาวีเจริญ · สวิง ลัดพลี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นายบุณยเกียรติ อรชุนะกะ · ศาลอุทธรณ์ - นายจำรูญ โชติรัต. |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา