⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1169-1170/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1169-1170/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกัน ศาลสันนิษฐานว่ารถยนต์ที่แล่นอยู่ทางขวาเป็นฝ่ายผิด และผู้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ 2. การกระทำของลูกจ้างที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานตามคำสั่งหรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากนายจ้าง ถือเป็นการกระทำในทางการที่จ้าง แม้ลูกจ้างจะฝ่าฝืนคำสั่งหรือระเบียบของนายจ้างก็ตาม 3. นายจ้างต้องร่วมรับผิดในความเสียหายที่ลูกจ้างก่อขึ้นจากการกระทำในทางการที่จ้าง แม้ลูกจ้างจะกระทำผิดคำสั่งหรือระเบียบของนายจ้างก็ตาม 4. ค่าใช้จ่ายในการก่อเจดีย์บรรจุอัฐิผู้ตายไม่ใช่ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นที่ผู้รับผิดชอบต้องชดใช้ 5. บิดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรจนกว่าจะบรรลุนิติภา

ย่อคำพิพากษา

การที่รถยนต์จำเลยแล่นเข้าไปชนรถยนต์โจทก์ทางด้านขวาของถนน เบื้องต้นศาลสันนิษฐานตามกฎหมายว่ารถยนต์จำเลยเป็นผู้ผิด จำเลยมีหน้าที่ต้องนำสืบหักล้างว่าจำเลยมิใช่เป็นผู้ผิด เมื่อนายจ้างจะต้องรับผิดร่วมกับจำเลย นายจ้างจึงต้องมีหน้าที่นำสืบหักล้าง ถ้านำสืบหักล้างไม่ได้ ก็ไม่จำต้องอาศัยคำพยานโจทก์มาวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดอีก การที่จำเลยแล่นรถทางขวาของถนนเพื่อจะหลีกขึ้นหน้าโดยคาดหรือเดาเอาว่ารถโจทก์จะเลี้ยวทางซ้ายนั้น เป็นการเสี่ยงภัยของตนเองมิใช่หลบหลีกให้พ้นอันตราย จึงไม่อาจลบล้างข้อสันนิษฐานที่ว่ารถจำเลยเป็นผู้ผิดได้ การที่จำเลยเสี่ยงภัยเช่นนี้ และเหตุที่รถชนกันก็เพราะรถจำเลยแล่นผิดทาง จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิด จำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้าหมวดขนส่ง มีหน้าที่ควบคุมการจ่ายรถ ซ่อมรถของโรงงานซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้าง การที่จำเลยที่ 1 เอารถไปลองเครื่องจึงเป็นการกระทำในกิจการงานของโรงงาน เป็นทางการที่จ้าง การทำงานในวันหยุดหรือทำงานนอกเวลาทำงานตามปกติ หากงานที่ทำเป็นกิจการของนายจ้าง ก็คงเป็นการงานในทางการที่จ้างนั่นเอง หาได้กลายเป็นงานส่วนตัวของผู้ทำไม่ การที่นายจ้างจ้างลูกจ้างทำงานให้ตน หากลูกจ้างฝ่าฝืนคำสั่งหรือระเบียบ แต่ยังปฏิบัติงานของนายจ้างอยู่ นายจ้างจะอ้างคำสั่งหรือระเบียบภายในมาต่อสู้บุคคลภายนอกหาได้ไม่ นายจ้างจึงต้องร่วมรับผิด การก่อเจดีย์บรรจุอัฐิผู้ตายไม่ใช่ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นที่จะให้ผู้รับผิดชอบชดใช้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 443 ตามกฎหมาย บิดาต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ เมื่อบุตรมีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย ก็ชอบที่จะเรียกได้จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะหากเป็นที่เห็นได้ว่าบิดาจะมีชีวิตอยู่อุปการะได้ถึงเวลานั้น ค่าสินไหมทดแทนเป็นหนี้ที่ต้องชดใช้เป็นเงินจึงเป็นหนี้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 หนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด ลูกหนี้จึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งดอกเบี้ยด้วย เว้นแต่ค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ลูกหนี้จะต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่ต้องรับผิดชดใช้เป็นต้นไป ส่วนค่าสินไหมในการที่โจทก์ต้องขาดไร้อุปการะนั้น เมื่อศาลกำหนดให้จำเลยใช้เป็นเงินจำนวนหนึ่ง จำเป็นหนี้เงินที่จำเลยต้องชำระตามคำพิพากษา และต้องเสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันศาลพิพากษาเป็นต้นไป ถ้าจำนวนเงินตรงกันตั้งแต่ศาลชั้นใด ก็คิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันศาลล่างพิพากษา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.97 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.206 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.422 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.424 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.443 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ม.9 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ม.10

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน สำนวนแรก โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๐๔ เวลากลางวัน จำเลยที่ ๑ นำรถยนต์ยี่ห้อปอนเตี๊ยกซึ่งเป็นรถของบริษัทจำเลยที่ ๒ ไปลองเครื่องตามหน้าที่และตามทางการที่จ้างจำเลยที่ ๑ ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้รถจำเลยที่ ๑ ชนรถจิ๊ปที่พันเอกสาธก พลภักดิ์ ขับ เรืออากาศเอกชำนาญสามีโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์และบุตรโจทก์ได้รับบาดเจ็บ จึงขอให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการปลงศพสามีโจทก์เป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ค่ารักษาพยาบาลตัวโจทก์และบุตร เป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท และขอค่าสินไหมทดแทนในการขาดไร้อุปการะ เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท สำนวนหลัง กองทัพบกฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้ขับรถยนต์ปอนเตี๊ยกในทางการที่จ้าง ชนรถจิ๊ปของโจทก์เสียหาย เป็นเงิน ๒๓,๐๔๔.๑๐ บาท จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การทั้งสองสำนวน จำเลยที่ ๒ ต่อสู้ว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ขับรถไปในทางการที่จ้าง และการที่รถชนกันเป็นเพราะความประมาทของฝ่ายโจทก์ค่าเสียหายเรียกสูงเกินไป ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากค่าเสียหายซึ่งไม่แน่นอนได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองสำนวน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ารถยนต์ฝ่ายจำเลยแล่นเข้าไปชนรถยนต์ฝ่ายโจทก์ทางด้านขวาของถนน เบื้องต้นต้องสันนิษฐานว่ารถฝ่ายจำเลยเป็นฝ่ายผิด ทั้งนี้ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๒ บัญญัติว่า "ถ้าความเสียหายเกิดแต่การฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมายใดอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ผู้ทำการฝ่าฝืนเช่นนั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นผู้ผิด" พระราชบัญญัติจราจร ฯ มาตรา ๙ บัญญัติว่า "ให้เดินรถทางด้านซ้ายของทาง เว้นแต่จะขึ้นหน้ารถคันอื่น หรือจะเข้าจอดทางด้านขวาในทางที่อนุญาตให้จอดด้านขวาได้ ฯลฯ "และมาตรา ๑๐ บัญญัติว่า "เมื่อรถเดินสวนกัน ให้หลีกด้านซ้าย และเมื่อขึ้นหน้ารถคันอื่นให้ขึ้นด้านขวา" การที่จำเลยที่ ๑ ฝ่าฝืนแล่นรถเข้าไปทางด้านขวาของถนนเป็นเหตุให้ชนรถยนต์ฝ่ายโจทก์ จึงต้องสันนิษฐานว่ารถจำเลยเป็นฝ่ายผิด รถยนต์ฝ่ายจำเลยแล่นไปตามถนนมิตรภาพด้วยความเร็ว ๕๐ ไมล์ต่อชั่วโมง รถยนต์ฝ่ายโจทก์ออกมาจากทางเข้าบ้านกุดชะนวนขึ้นบนถนนมิตรภาพ ห่างจากรถยนต์จำเลยประมาณ ๑๐๐ เมตร เมื่อรถยนต์ฝ่ายโจทก์ขึ้นบนถนนมิตรภาพแล้ว ได้แล่นข้ามเส้นขาวแบ่งครึ่งถนน แล้วหักเลี้ยวขวาเพื่อจะเข้าทางด้านขวามือของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ เข้าใจว่ารถโจทก์จะเลี้ยวซ้ายจึงแล่นรถขึ้นทางด้านขวาเพื่อให้พ้นรถโจทก์ แต่รถโจทก์ไม่เลี้ยวซ้ายตามที่จำเลยที่ ๑ คาด กลับแล่นเลี้ยวขวาสวนทางมา จึงเกิดชนกันขึ้น การที่จำเลยแล่นรถทางขวาเพื่อหลีกขึ้นหน้าโดยคาดหรือเดาเอาว่ารถโจทก์จะเลี้ยวทางซ้ายนั้น เป็นการเสี่ยงภัยของตนเอง มิใช่หลบหลีกให้พ้นอันตราย ไม่อาจลบล้างข้อสันนิษฐานว่ารถฝ่ายจำเลยเป็นผู้ผิดได้ แม้ทางที่รถโจทก์แล่นออกมาจะไม่ใช่ทางแยกก็ตาม แต่รถยนต์โจทก์ก็มีสิทธิใช้ถนนเช่นเดียวกับรถของจำเลย รถฝ่ายโจทก์มิได้ฝ่าฝืนกฎหมายในการเดินรถ กล่าวคือ ไม่ได้ตัดหน้ารถยนต์จำเลยในระยะที่กฎหมายห้าม คือ น้อยกว่า ๑๕ เมตร การที่รถยนต์ฝ่ายโจทก์เลี้ยวซ้ายหรือขวา ก็มีสิทธิที่จะเลี้ยวได้ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าฝ่ายใดจะต้องระมัดระวังมิให้เกิดอันตรายขึ้น รถยนต์โจทก์อยู่ห่างรถยนต์จำเลยถึง ๑๐๐ เมตร ถ้าจำเลยไม่แล่นผิดทางตามที่กฎหมายบังคับ รถจำเลยก็จะไม่ชนรถกับโจทก์ เพราะรถโจทก์แล่นพ้นเข้าทางไปแล้ว ถ้าจำเลยไม่เสี่ยงภัยคาดเอาว่ารถฝ่ายโจทก์จะเลี้ยวซ้ายจึงแล่นขึ้นหน้าด้านขวา รถจำเลยก็จะไม่ชนรถของโจทก์ เหตุที่ชนกันเกิดจากจำเลยแล่นรถผิดทาง โดยแล่นรถไปทางขวาของถนนนั่นเอง จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิด จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่ว่า ฝ่ายจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ผิดอยู่แล้ว เมื่อจำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงมีหน้าที่นำสืบหักล้าง ถ้านำสืบหักล้างไม่ได้ ก็ไม่จำต้องอาศัยคำพยานโจทก์มาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นฝ่ายผิดอีก จำเลยที่ ๑ เป็นหัวหน้าหมวดขนส่ง มีหน้าที่ควบคุมการจ่ายรถ การซ่อมรถของโรงงาน ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ เอารถไปลองเครื่อง จึงเป็นการกระทำในกิจการของโรงงาน จึงเป็นในทางการที่จ้าง การทำงานในวันหยุดหรือทำงานนอกเวลาทำงานตามปกติ หากงานที่ทำเป็นกิจการของนายจ้าง ก็คงเป็นการงานในทางการที่จ้างนั่นเอง หาได้กลายเป็นงานส่วนตัวของผู้ทำไม่ การที่นายจ้างจ้างลูกจ้างทำงานให้ตน หากลูกจ้างฝ่าฝืนคำสั่งหรือระเบียบ แต่ยังปฏิบัติงานของนายจ้างอยู่ นายจ้างจะอ้างคำสั่งหรือระเบียบภายในมาต่อสู้บุคคลภายนอกหาได้ไม่ ในเรื่องค่าเสียหาย ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการปลงศพนั้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบำเพ็ญกุศลตามฐานะของผู้ตาย แต่ไม่เกินสมควร คดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ก่อเจดีย์บรรจุอัฐิ ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ใช่ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นที่จะให้ผู้รับผิดชอบชดใช้ ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นนี้ ศาลฎีกาเคยกำหนดให้ตามฐานะของผู้ตาย เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๔/๒๕๐๑ และ ๗๘๙/๒๕๐๒ ผู้ตายเป็นภริยาผู้กำกับการตำรวจรายหนึ่ง อีกรายหนึ่งเป็นภริยาของหลวงฉลาดลิขิต ศาลกำหนดให้รายละ ๑๐,๐๐๐ บาท สำหรับคดีนี้ศาลเห็นสมควรกำหนดให้ ๑๐,๐๐๐ บาท นอกนั้นโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าค่าใช้จ่ายที่เกินกว่าจำนวนนี้เป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็น จะเรียกร้องให้จำเลยชดใช้มิได้ ที่ศาลชั้นต้นให้ค่ารักษาพยาบาลโจทก์และบุตรโจทก์เป็นเงิน ๓,๐๐๐ บาทนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วย ส่วนค่าสินไหมทดแทนเพราะขาดไร้อุปการะนั้น ตามกฎหมายบิดาต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย ก็ชอบที่จะเรียกได้จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ หากเป็นที่เห็นได้ว่าผู้ตายจะมีชีวิตอยู่อุปการะได้ถึงเวลานั้น ผู้ตายรับราชการเป็นนายทหารอากาศซึ่งเป็นอาชีพที่มีรายได้แน่นอน ผู้ตายเพิ่งมีอายุได้ ๓๘ ปีหากไม่ถูกรถจำเลยชนจนถึงแก่ความตายแล้ว ความหวังที่มีเหตุผล ผู้ตายน่าจะมีชีวิตอุปการะบุตรและภริยาต่อไปได้อีก ๑๑ ปี จนถึงเด็กหญิงนุชนาทบรรลุนิติภาวะ ศาลฎีกาเคยพิพากษาให้ใช้ค่าขาดไร้อุปการะในเวลาอนาคตเป็นเวลา ๑๐ ปี หรือจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะมาแล้ว เช่น ฎีกาที่ ๒๙๒/๒๕๐๕ และ ๗๘๙/๒๕๐๒ เป็นต้น ที่จำเลยฎีกาจะให้คิดเพียง ๕ ปี เป็นเรื่องคนงานได้รับความเสียหายในโรงงานของนายจ้าง จะยกมาอ้างเพื่อเป็นตัวอย่างให้รับผิดน้อยลงทั้งที่มีกฎหมายบัญญัติไว้แล้วหาได้ไม่ ฎีกาจำเลยข้อสุดท้ายคัดค้านว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากค่าเสียหายที่ไม่แน่นอนนั้น เห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนเป็นหนี้ที่ต้องชดใช้เป็นเงิน ซึ่งกฎหมายให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ และหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๖ ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด ลูกหนี้จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งดอกเบี้ยด้วย เว้นแต่ค่าสินไหมทดแทนที่มีขึ้นภายหลังเวลาที่ทำละเมิด เช่น ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ลูกหนี้จะต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่ต้องรับผิดชดใช้เป็นต้นไป ศาลฎีกาได้พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมด้วยดอกเบี้ยมาแล้วดังฎีกาที่ ๗๘๙/๒๕๐๒ และ ๑๗๑๖/๒๕๐๓ เป็นต้น ส่วนค่าสินไหมทดแทนในการที่โจทก์ต้องขาดไร้อุปการะนั้น แม้เป็นการชดใช้ความเสียหายในอนาคตด้วยก็ดี เมื่อศาลเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยชดใช้เป็นเงินจำนวนหนึ่งในปัจจุบัน จึงเป็นหนี้เงินที่จำเลยต้องชำระตามคำพิพากษา และต้องเสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันศาลพิพากษาเป็นต้นไป ถ้าจำนวนเงินตรงกันตั้งแต่ศาลชั้นใด ก็คิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันศาลล่างพิพากษา ตามแบบอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๙/๒๕๐๙ นางคำนนท์ กาจสงคราม โจทก์ บริษัทเซเวนอัพบอตตลิ่ง (กรุงเทพฯ) จำกัด จำเลย เฉพาะค่าสินไหมทดแทนค่าขาดไร้อุปการะ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยใช้ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงต้องเสียดอกเบี้ยในเงินค่าสินไหมทดแทนชนิดนี้ตั้งแต่วันศาลชั้นต้นพิพากษา ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1169 - 1170/2509 นางนาถจิตต์ ปูรณะปุระ (หม้าย) ในฐานะส่วนตัวและในฐานะเป็นมารดาผู้ ปกครองและผู้แทนโดยชอบธรรมของนางสาวนฤมล ปูรณะปุระ เด็กชายชัยยุทธ ปูรณะปุระ เด็กชายธรรมนูญ ปูรณะปุระ เด็กชายชวลิต ปูรณะปุระ เด็กหญิงนุชนาท ปูรณะปุระ โจทก์ นายภัทรมุข ประเสริฐศิลป์ ที่ 1

รายละเอียดคดี

คู่ความในฐานะส่วนตัวและในฐานะเป็นมารดาผู้ - นางนาถจิตต์ ปูรณะปุระ (หม้าย) · ปูรณะปุระ - ปกครองและผู้แทนโดยชอบธรรมของนางสาวนฤมล · ปูรณะปุระ - เด็กชายชัยยุทธ · ปูรณะปุระ - เด็กชายธรรมนูญ · ปูรณะปุระ - เด็กชายชวลิต · โจทก์ - เด็กหญิงนุชนาท ปูรณะปุระ · 1 - นายภัทรมุข ประเสริฐศิลป์ ที่
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พจน์ ปุษปาคม · บุศย์ ขันธวิทย์ · เกษม ทิพยจันทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายเสรี แสงศิลป์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประเทือง ชลายน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 10166/2539ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1073/2473ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4873/2528ฎีกา 7335/2538ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 5712/2541ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 75/2481ฎีกา 848/2534ฎีกา 462/2507ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4484/2536ฎีกา 1302/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา