⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1462/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1462/2509

พ.ร.บ.คุ้มครองและสงวนป่า ม.7, 8, 22 · ป.ที่ดิน ม.9, 108

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองที่ดินโดยสุจริตว่าตนมีสิทธิโดยชอบ แม้ภายหลังที่ดินนั้นถูกกำหนดให้เป็นป่าคุ้มครอง ก็ไม่เป็นความผิดฐานแผ้วถางทำลายป่าคุ้มครองและยึดถือโดยไม่มีอำนาจ หากขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญา

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแผ้วถางทำลายป่าคุ้มครองและยึดถือเอาโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อได้ความว่าที่พิพาทนี้ได้มีการโอนการครอบครองต่อ ๆ กันมาอันเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าจำเลยเข้าครอบครองโดยชอบ หาได้จงใจฝ่าฝืนกฎหมายไม่ ขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญา จึงลงโทษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า ฯ กับประมวลกฎหมายที่ดินไม่ได้ และเป็นคนละประเด็นกับข้อที่ว่า แม้มีผู้เคยมีสิทธิครอบครองอยู่ก่อนและโอนต่อ ๆ มา เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้เป็นป่าคุ้มครอง ก็ไม่ทำให้ที่นั้นหมดสภาพเป็นป่าคุ้มครอง (อ้างฎีกาที่ 922/2502)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.9 ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.108 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 พระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 ม.7 พระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 ม.8 พระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 ม.22

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.9 → ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.108 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองสมคบกันก่นสร้างแผ้วถางทำลายป่าชายเลน คลองบางผึ้ง คลองพอ ในท้องที่ตำบลเพหลา อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นป่าคุ้มครอง เนื้อที่ประมาณ ๑๕ ไร่เศษ แล้วบังอาจยึดถือเอาโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง และสงวนป่า พ.ศ. ๒๔๘๑ มาตรา ๗,๘ ๒๒; (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๔ ๖ พระราชกฤษฎีกากำหนดป่าชายเลนคลองบางผึ้ง คลองพ่อ ฯ ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ. ๒๔๙๔ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙,๑๐๘ ให้จำเลยออกจากป่าและงดเว้นกระทำใดๆ ในที่ดิน จำเลยให้การว่า ฟ้องไม่สมบูรณ์ ที่ดินนี้นายอาด หลานโปะ จับจองทำสวนยางพารา ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๔ ขายให้นายเส็นหรือหะยีอูเส็น สามารถ แล้วนายหะยีอูเส็น สามารถ ได้ขายให้แก่พ่อตาจำเลยที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ จำเลยที่ ๑ ก่นถางยางเดิมออกปลูก ยางพันธุ์ มิใช่ป่าชายเลนหรือป่าคุ้มครอง จำเลยที่ ๒ ช่วยทำงานนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้ง ๒ ผิดตามฟ้อง ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ เป็นเงิน ๕๐ บาท ให้จำเลยออกจากป่าและงดเว้นการกระทำใด ๆ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ที่พิพาทนี้นายอาด หลานโปะ จับจองทำประโยชน์และขายให้นายเส็นหรือหะยีอูเส็น สามารถ เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๔๙๔ ทำสัญญาซื้อขายที่อำเภอคลองท่อม ครั้นวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๐๒ นายหะยีอูเส็นขายให้นายคล้ายพ่อตาจำเลยที่ ๑ เห็นว่าได้มีการโอนการครอบครองต่อ ๆ กันมา อันเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยได้เข้าครอบครองที่พิพาทโดยชอบ หาได้จงใจฝ่าฝืนกฎหมายแต่ประการใดไม่ ขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญา และที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ป่าคุ้มครอง แม้ผู้อื่นเคยมีสิทธิครอบครองอยู่ก่อนและโอนกันต่อ ๆ มา เมื่อพระราชกฤษฎีกาให้เป็นป่าคุ้มครองแล้ว ก็ไม่ทำให้ที่นั้นหมดสภาพเป็นป่าคุ้มครองนั้น เป็นคนละประเด็นกับที่จำเลยมีเจตนากระทำผิดหรือไม่ ตามฎีกาที่ ๙๒๒/๒๕๐๒ พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1462/2509 อัยการจังหวัดกระบี่ โจทก์ นายดวง เพ็ชรลูก ที่ 1 นายลิ ขันคำ ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดกระบี่ · 1 - นายดวง เพ็ชรลูก ที่ · จำเลย - นายลิ ขันคำ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศริ มลิลา · สัญญา ธรรมศักดิ์ · ยง เหลืองรังษี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกระบี่ - นายไพโรจน์ แก้วทอง · ศาลอุทธรณ์ - นายประสาท สุคนธมาน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 21848/2555ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1360/2555ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1715/2545ฎีกา 185/2566ฎีกา 1250/2520ฎีกา 729/2483ฎีกา 647/2563ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 227/2507ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 3380/2531ฎีกา 5957/2530ฎีกา 2672/2534ฎีกา 693/2526ฎีกา 2680/2531ฎีกา 7891/2544ฎีกา 3295/2543ฎีกา 1189/2537ฎีกา 1783/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา