⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1462/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1462/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองที่ดินโดยสุจริตว่าตนมีสิทธิโดยชอบ แม้ภายหลังที่ดินนั้นถูกกำหนดให้เป็นป่าคุ้มครอง ก็ไม่เป็นความผิดฐานแผ้วถางทำลายป่าคุ้มครองและยึดถือโดยไม่มีอำนาจ หากขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญา

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแผ้วถางทำลายป่าคุ้มครองและยึดถือเอาโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อได้ความว่าที่พิพาทนี้ได้มีการโอนการครอบครองต่อ ๆ กันมาอันเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าจำเลยเข้าครอบครองโดยชอบ หาได้จงใจฝ่าฝืนกฎหมายไม่ ขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญา จึงลงโทษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า ฯ กับประมวลกฎหมายที่ดินไม่ได้ และเป็นคนละประเด็นกับข้อที่ว่า แม้มีผู้เคยมีสิทธิครอบครองอยู่ก่อนและโอนต่อ ๆ มา เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้เป็นป่าคุ้มครอง ก็ไม่ทำให้ที่นั้นหมดสภาพเป็นป่าคุ้มครอง (อ้างฎีกาที่ 922/2502)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.9 ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.108 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 พระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 ม.7 พระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 ม.8 พระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 ม.22

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองสมคบกันก่นสร้างแผ้วถางทำลายป่าชายเลน คลองบางผึ้ง คลองพอ ในท้องที่ตำบลเพหลา อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นป่าคุ้มครอง เนื้อที่ประมาณ ๑๕ ไร่เศษ แล้วบังอาจยึดถือเอาโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง และสงวนป่า พ.ศ. ๒๔๘๑ มาตรา ๗,๘ ๒๒; (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๔ ๖ พระราชกฤษฎีกากำหนดป่าชายเลนคลองบางผึ้ง คลองพ่อ ฯ ให้เป็นป่าคุ้มครอง พ.ศ. ๒๔๙๔ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙,๑๐๘ ให้จำเลยออกจากป่าและงดเว้นกระทำใดๆ ในที่ดิน จำเลยให้การว่า ฟ้องไม่สมบูรณ์ ที่ดินนี้นายอาด หลานโปะ จับจองทำสวนยางพารา ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๔ ขายให้นายเส็นหรือหะยีอูเส็น สามารถ แล้วนายหะยีอูเส็น สามารถ ได้ขายให้แก่พ่อตาจำเลยที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ จำเลยที่ ๑ ก่นถางยางเดิมออกปลูก ยางพันธุ์ มิใช่ป่าชายเลนหรือป่าคุ้มครอง จำเลยที่ ๒ ช่วยทำงานนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้ง ๒ ผิดตามฟ้อง ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ เป็นเงิน ๕๐ บาท ให้จำเลยออกจากป่าและงดเว้นการกระทำใด ๆ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ที่พิพาทนี้นายอาด หลานโปะ จับจองทำประโยชน์และขายให้นายเส็นหรือหะยีอูเส็น สามารถ เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๔๙๔ ทำสัญญาซื้อขายที่อำเภอคลองท่อม ครั้นวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๐๒ นายหะยีอูเส็นขายให้นายคล้ายพ่อตาจำเลยที่ ๑ เห็นว่าได้มีการโอนการครอบครองต่อ ๆ กันมา อันเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยได้เข้าครอบครองที่พิพาทโดยชอบ หาได้จงใจฝ่าฝืนกฎหมายแต่ประการใดไม่ ขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญา และที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ป่าคุ้มครอง แม้ผู้อื่นเคยมีสิทธิครอบครองอยู่ก่อนและโอนกันต่อ ๆ มา เมื่อพระราชกฤษฎีกาให้เป็นป่าคุ้มครองแล้ว ก็ไม่ทำให้ที่นั้นหมดสภาพเป็นป่าคุ้มครองนั้น เป็นคนละประเด็นกับที่จำเลยมีเจตนากระทำผิดหรือไม่ ตามฎีกาที่ ๙๒๒/๒๕๐๒ พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1462/2509 อัยการจังหวัดกระบี่ โจทก์ นายดวง เพ็ชรลูก ที่ 1 นายลิ ขันคำ ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดกระบี่ · 1 - นายดวง เพ็ชรลูก ที่ · จำเลย - นายลิ ขันคำ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศริ มลิลา · สัญญา ธรรมศักดิ์ · ยง เหลืองรังษี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกระบี่ - นายไพโรจน์ แก้วทอง · ศาลอุทธรณ์ - นายประสาท สุคนธมาน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2530/2527ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1715/2545ฎีกา 185/2566ฎีกา 729/2483ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 227/2507ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 3380/2531ฎีกา 5957/2530ฎีกา 2672/2534ฎีกา 693/2526ฎีกา 2680/2531ฎีกา 7891/2544ฎีกา 3295/2543ฎีกา 1189/2537ฎีกา 1783/2536ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 15335-15336/2555ฎีกา 8534/2544ฎีกา 1958/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา