⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1553/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1553/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยึดทรัพย์ตามประมวลรัษฎากรเป็นกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจเจ้าพนักงานไว้โดยเฉพาะ ไม่ใช่กระบวนการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ย่อคำพิพากษา

คดีก่อน โจทก์บรรยายฟ้องว่า การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของอธิบดีกรมสรรพากรที่เรียกเก็บภาษีจากโจทก์อย่างโจทก์ทำการค้าเองโดยตรงไม่ถูกต้อง เพราะการค้าของโจทก์ในปี 2499 - 2500 เป็นอย่างตัวแทนของบริษัท ฮ. ขอให้แสดงว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานเป็นคำสั่งที่มิชอบ โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีการค้าอย่างเป็นผู้ขาย ในคดีหลัง โจทก์บรรยายฟ้องเป็นอย่างเดียวกันว่า โจทก์ทำการค้าอย่างเป็นตัวแทน และขอให้แสดงว่าการค้าโจทก์รายเดียวกันนี้เป็นเพียงนายหน้าตัวแทน ฟ้องของโจทก์ทั้ง 2 คดีจึงมีประเด็นอย่างเดียวกันว่า การฟ้องของโจทก์สำหรับปี 2499 - 2500 เป็นการค้ามิใช่โดยตรง หากเป็นเพียงตัวแทน การที่ฟ้องโจทก์ในคดีก่อนถูกยกฟ้องไป ก็เพราะโจทก์หมดสิทธิฟ้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ก็มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่าโจทก์หมดสิทธิฟ้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างเดียวหรือไม่ ซึ่งในคดีหลังจำเลยก็ให้การเช่นเดียวกับคดีก่อนว่าโจทก์ฟ้องเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ฟ้องโจทก์คดีหลังจึงเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 การยึดทรัพย์ตามประมวลรัษฎากรมิใช่เป็นกระบวนชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148(1) แต่เป็นการยึดทรัพย์ตามอำนาจที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ อำนาจในการที่จะสั่งยึดหรือขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรเป็นอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้โดยเฉพาะ หาใช่เป็นเรื่องตัวแทนตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงตามโจทก์ฟ้องประกอบคำให้การจำเลยและสำนวนคดีก่อนเป็นอันวินิจฉัยได้แล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำการสืบพยานตามที่โจทก์แถลงไว้ต่อศาลในวันนัดชี้สองสถานต่อไปอีก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.797 ประมวลรัษฎากร ม.12 ประมวลรัษฎากร ม.30 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2496 ม.12

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า บริษัทฮั่วเซ้ง แอนด์กัมปนี ตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจัดซื้อข้าวส่งไปให้ที่สิงคโปร์ โดยโจทก์ได้รับค่านายหน้า โจทก์ชำระภาษีการค้าประเภทตัวแทนในปี ๒๔๙๙ และ ๒๕๐๐ ในอัตราร้อยละห้าให้จำเลยถูกต้องแล้ว ต่อมาปลายปี ๒๕๐๐ ต่อ ๒๕๐๑ จำเลยอ้างว่าโจทก์ทำการค้าโดยตรงจึงเรียกเก็บภาษีการค้าและเงินเพิ่มกับภาษีบำรุงเทศบาลสำหรับปี ๒๔๙๙ และ ๒๕๐๐ ซ้ำจากโจทก์เป็นเงิน ๓,๘๓๕,๘๐๗ บาท ๔๙ สตางค์ โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งในคดีแดงที่ ๑๔๑๓/๒๕๐๓ ศาลฎีกายกฟ้องโดยเหตุว่าโจทก์มิได้ฟ้องคดีภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่อธิบดีกรมสรรพากรชี้ขาดต่อมาวันที่ ๑๘ - ๑๙ มีนาคม ๒๕๐๖ จำเลยทำการยึดทรัพย์โจทก์เป็นราคา ๕๐,๐๐๐ บาทเพื่อจัดชำระภาษีที่จำเลยเรียกเก็บอันเป็นละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการยึดทรัพย์ ถ้าทรัพย์เสียหาย ก็ขอให้จำเลยใช้ราคา และพิพากษาว่าโจทก์เป็นนายหน้าตัวแทน จำเลยให้การว่า ภาษีอากรตามทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นภาษีอากรค้าง เมื่อโจทก์ไม่ชำระ นายอำเภอสัมพันธวงศ์จึงดำเนินการยึดทรัพย์ตามอำนาจหน้าที่ที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ โจทก์ไม่อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของอธิบดีต่อศาลภายใน ๑๕ วัน ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้โจทก์แพ้ โจทก์กลับนำคดีมาฟ้องในคดีนี้อีกอันเป็นประเด็นเดียวกับคดีก่อน ซึ่งโจทก์ฟ้องขอให้แสดงว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่มีอำนาจรื้อพื้นการประเมินขึ้นโต้แย้งอีก วันชี้สองสถาน โจทก์แถลงขอสืบพยานในข้อที่ว่า ๑.การค้าข้าวอันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ทำในฐานะเป็นตัวแทนของบริษัทฮั่วเซ้ง ๒. จำเลยทำการยึดทรัพย์โจทก์ แม้ผู้ยึดเป็นเจ้าพนักงานอื่น ก็ทำตามคำสั่งและโดยอำนาจของจำเลย ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วไม่ต้องสืบพยาน และวินิจฉัยว่านายอำเภอสัมพันธวงศ์เป็นผู้ทำการยึดตามอำนาจที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ จำเลยไม่ต้องรับผิด คำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการยึดและใช้ค่าเสียหายไม่มีทางบังคับ ส่วนประเด็นที่โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นนายหน้าตัวแทน ในการค้ารายนี้หรือเป็นผู้ทำการค้าเองนั้น ศาลฎีกาพิพากษาในคดีแดงที่ ๑๔๑๓/๒๕๐๓ แล้ว ถือว่าข้อเรียกร้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลพิพากษาว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่ให้โจทก์เสียภาษีเป็นอันยุติ พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา คดีได้ความว่า โจทก์เสียภาษีการค้าสำหรับปี ๒๔๙๙ และ ๒๕๐๐ ไปแล้วอย่างเป็นตัวแทนบริษัทฮั่วเซ้ง ต่อมาพนักงานประเมินทำการตรวจสอบบัญชีและการเสียภาษีของโจทก์เห็นว่ามิได้ทำการเป็นตัวแทน หากทำการค้าเอง จึงทำการประเมินให้โจทก์เสียภาษีเพิ่ม และภาษีบำรุงเทศบาลให้โจทก์ไปชำระใหม่ เป็นเงินที่ต้องเสียเพิ่ม ๓,๘๓๕,๘๐๗.๔๙ บาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพากรว่าการประเมินของเจ้าพนักงานเป็นการถูกต้องแล้ว โจทก์มิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีภายใน ๑๕ วัน กลับไปดำเนินการทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อไม่สำเร็จ จึงมาดำเนินคดีทางศาล ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องศาลเกินกำหนดระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรมาตรา ๓๐(๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๑๒ โจทก์จึงนำคดีนี้มาฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์กล่าวบรรยายฟ้องว่า การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของอธิบดีกรมสรรพากรที่เรียกเก็บภาษีจากโจทก์อย่างโจทก์ทำการค้าโดยตรงไม่เป็นการถูกต้อง เพราะการค้าของโจทก์ในปี ๒๔๙๙ - ๒๕๐๐ เป็นอย่างตัวแทน ขอให้แสดงว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ และพิพากษาว่า โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีการค้าอย่างเป็นผู้ขาย คดีหลังโจทก์บรรยายฟ้องโดยกล่าวเป็นอย่างเดียวกันว่า โจทก์ทำการค้าอย่างเป็นตัวแทน เจ้าพนักงานเรียกเก็บไม่ถูกต้องและขอให้พิพากษาแสดงว่า การค้าของโจทก์รายเดียวกันนี้โจทก์เป็นเพียงนายหน้าตัวแทน ฟ้องของโจทก์ทั้ง ๒ คดีจึงมีประเด็นอย่างเดียวกันว่า การค้าของโจทก์สำหรับปี ๒๔๙๙ - ๒๕๐๐ เป็นการค้ามิใช่โดยตรงหากเป็นเพียงตัวแทน การที่ฟ้องโจทก์ในคดีก่อนถูกยกไปก็เพราะโจทก์หมดสิทธิฟ้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ก็มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่า โจทก์หมดสิทธิฟ้องตามที่กฎหมายได้บัญญัติเป็นอย่างเดียวกันหรือไม่ ซึ่งในคดีหลังนี้จำเลยก็ได้ให้การตั้งเป็นประเด็นต่อสู้เช่นเดียวกับคดีก่อนว่า โจทก์ฟ้องเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในคดีนี้ก็ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๔๑๓/๒๕๐๓ ซึ่งได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าโจทก์ฟ้องเกินกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ จึงเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ การยึดทรัพย์ตามที่โจทก์อ้างในคดีนี้มิใช่เป็นกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๘(๑) ได้บัญญัติยกเว้นไว้ แต่เป็นการยึดทรัพย์ซึ่งตามฟ้องของโจทก์เองก็อ้างว่าเป็นการยึดโดยพลการและเป็นการยึดตามอำนาจที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา ๑๒ อำนาจในการที่จะสั่งยึดหรือขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากร เป็นอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานตามที่กฎหมายได้บัญญัติให้อำนาจไว้ หาใช่เป็นเรื่องตัวแทนตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ ที่โจทก์ฎีกาขอให้สั่งศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้องประกอบคำให้การจำเลยและสำนวนคดีก่อนเป็นอันวินิจฉัยได้แล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำการสืบพยานตามที่โจทก์แถลงไว้ต่อศาลในวันชี้สองสถานนั้นต่อไปอีก พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1553/2509 บริษัทสหธัญญะเจริญจำกัด โดยนายเล็ก จุลโสภณ กรรมการผู้จัดการ โจทก์ กรมสรรพากร โดยนายหิรัญ สูตะบุตร อธิบดี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทสหธัญญะเจริญจำกัด โดยนายเล็ก จุลโสภณ กรรมการผู้จัดการ · จำเลย - กรมสรรพากร โดยนายหิรัญ สูตะบุตร อธิบดี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อดุล รัตนปิณฑะ · เชื้อ คงคากุล · เสนอ บุณยเกียรติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายวิกรม เมาลานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุณยเกียรติ อรชุนะกะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5607/2550ฎีกา 13107/2556ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 3206/2537ฎีกา 685/2550ฎีกา 1415/2540ฎีกา 1776/2512ฎีกา 8875/2542ฎีกา 6/2475ฎีกา 1030/2509ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2227/2534ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6911/2544ฎีกา 350/2531ฎีกา 6039/2537ฎีกา 5351/2538ฎีกา 2709/2538ฎีกา 70/2518ฎีกา 1592/2521ฎีกา 158/2509
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา