คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1763/2509
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ยิงปืนเพื่อขู่เข็ญมิให้เจ้าพนักงานตำรวจไล่ติดตามไป เพื่อความสะดวกแก่การพาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปนั้น ถือเป็นการกระทำเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จึงเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานชิงทรัพย์
ย่อคำพิพากษา
จำเลยที่ 2 มีปืนเป็นอาวุธยืนคอยอยู่ที่ถนน จำเลยที่ 1 เข้าไปทำทีซื้อข้าวโพดคั่วจากผู้เสียหายแล้วกระชากสร้อยคอผู้เสียหายพาวิ่งไป ตำรวจเดินมาพบเหตุการณ์เข้าพอดี ได้วิ่งไล่ตามในระยะใกล้ชิด จำเลยที่ 2 ได้ยิงปืนขึ้น 3 นัด แล้วจำเลยทั้งสองวิ่งไปด้วยกัน การที่จำเลยที่ 2 ยิงปืนเพื่อขู่เข็ญมิให้ตำรวจไล่ติดตามไปเพื่อความสะดวกแก่การพาทรัพย์ไปนั้น จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปล้นทรัพย์
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายกระชากสายสร้อยคอทองคำและเหรียญทองคำของนางสาววันเพ็ญไป และจำเลยที่ ๒ ได้ยิงปืนเมื่อสิบตำรวจโทวิบูลย์ไล่ขับจำเลยที่ ๑ การที่จำเลยที่ ๒ ยิงปืนเมื่อสิบตำรวจโทวิบูลย์วิ่งขับจำเลยที่ ๑ นั้น เป็นเวลาภายหลังจากการลักทรัพย์สำเร็จลุล่วงไปแล้ว ไม่ทำให้ความผิดลักทรัพย์กลายเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ไปได้ พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๕, ๓๓๖ วางโทษตามมาตรา ๓๓๕ ให้จำคุกคนละ ๓ ปี
โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยทั้งสามได้สมคบกันลักทรัพย์ของนางสาววันเพ็ญโดยใช้กำลังกายกระชากสร้อยแล้วพาวิ่งหนีไป และพวกของจำเลยคนหนึ่งใช้ปืนยิงเพื่อเป็นความสะดวกในการที่จะพาทรัพย์ที่ลักมาได้หนีไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเข้าลักษณะปล้นทรัพย์ โดยใช้ปืนยิงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๐,๘๓
จำเลยทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันเกิดเหตุมีคนร้าย ๒ คน ร่วมกันมีปืนเป็นอาวุธทำการลักทรัพย์สร้อยคอทองคำ ๑ เส้น กับเหรียญทองคำ ๑ อัน ของนางสาววันเพ็ญผู้เสียหาย โดยคนร้ายแบ่งหน้าที่กันทำการ คือ คนร้ายคนหนึ่งมีปืนเป็นอาวุธยืนคอยอยู่ที่ถนน คนร้ายอีกคนหนึ่งเข้าไปทำทีซื้อข้าวโพดคั่วจากผู้เสียหาย แล้วกระชากสร้อยคอทองคำกับเหรียญทองคำของผู้เสียหายพาวิ่งหนีไป สิบตำรวจโทวิบูลย์มาพบเหตุการณ์ ได้วิ่งไล่ขับคนร้ายไป คนร้ายที่ยืนคอยอยู่ที่ถนนได้ใช้อาวุธปืนยิงขึ้น ๓ นัดติด ๆ กัน แล้วคนร้ายสองคนนั้นวิ่งหนีไปด้วยกัน จากพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ และ ๒ ร่วมกันเป็นคนร้ายรายนี้ ส่วนจำเลยที่ ๓ นั้น ยังฟังไม่ได้ว่าได้ร่วมกระทำผิดรายนี้ มีประเด็นวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ ๑,๒ จะมีความผิดฐานใด ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ ๑,๒ ได้ร่วมกันมีปืนเป็นอาวุธติดตัวไปทำการลักทรัพย์ของผู้เสียหาย โดยกระชากสร้อยคอกับเหรียญทองคำของผู้เสียหายพาวิ่งไป สิบตำรวจโทวิบูลย์ไล่ติดตามในระยะใกล้ชิด จำเลยที่ ๒ ได้ใช้อาวุธปืนยิงขึ้น ๓ นัด เพื่อเป็นการขู่เข็ญมิให้สิบตำรวจโทวิบูลย์ไล่ติดตามไป เพื่อให้ความสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไป การกระทำของจำเลยที่ ๑,๒ จึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1763/2509
อัยการจังหวัดลพบุรี โจทก์
นายตี๋หรือณรงค์ ดารารัตน์ ที่ 1
นายคล้อย สุขประเสริฐ ที่ 2
พลตำรวจสมัครประวิทย์หรือโถ วรรณวัฒน์ ที่ 3 ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการจังหวัดลพบุรี · 1 - นายตี๋หรือณรงค์ ดารารัตน์ ที่ · 2 - นายคล้อย สุขประเสริฐ ที่ · ล. - พลตำรวจสมัครประวิทย์หรือโถ วรรณวัฒน์ ที่ 3 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุทิน เกษคุปต์ · ยง เหลืองรังษี · ศริ มลิลา |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดลพบุรี - นายล้วน นิลกำแหง · ศาลอุทธรณ์ - นายแสวง ลัดพลี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา