⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 812/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้น ต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ถูกแย่งการครอบครอง.

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องโจทก์อ้างว่า นายสีกับพวกได้แย่งเอาสิทธิครอบครองของโจทก์ไปตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2504 คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการรับรองในตัวว่านายสีเข้าแย่งการครอบครองที่ดินแปลงพิพาทมาเกิน 1 ปี โจทก์เพิ่งมาฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากพวกจำเลยซึ่งเข้าอยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายสีเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2507 อันเป็นเวลาภายหลังที่นายสีเข้าแย่งสิทธิครอบครองมาเกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่บ้านที่สวนมือเปล่าซึ่งจะมีอายุความฟ้องร้องกันได้ถึง 9 - 10 ปี ตามกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ บทที่ 42 นั้น จะต้องเป็นที่บ้านที่สวนมือเปล่ามาก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลักษณะทรัพย์สินซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2475 (อ้างฎีกาที่ 882/2503, 1570/2500) จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมมาตั้งแต่แรก และปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หากแต่เป็นเรื่องระหว่างโจทก์จำเลยโดยเฉพาะ ไม่กระทบกระเทือนถึงประชาชนหรือบุคคลภายนอกแต่ประการใด (อ้างฎีกาที่ 914/2503) ศาลจะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แล้วพิพากษายกฟ้อง จึงยังไม่ชอบ จำเลยมิได้ยกอายุความฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด ตามคำให้การจำเลยคงยกอายุความขึ้นต่อสู้เฉพาะฟ้องโจทก์ที่ฟ้องเอาคืนสิทธิครอบครองที่พิพาทเท่านั้น ฉะนั้น ที่ศาลวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ในประเด็นข้อนี้เสียด้วย จึงยังไม่ชอบเช่นกัน แม้ว่าศาลจะได้พิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาว่าจำเลยบุกรุกขอให้ขับไล่ออกจากที่พิพาทแล้วก็ตาม แต่เหตุที่ยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่ฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนสิทธิ ไม่เกี่ยวกับข้อหาฐานละเมิดเรียกค่าเสียหาย ซึ่งถ้าหากจำเลยได้ทำละเมิดต่อโจทก์จริงตามฟ้อง โจทก์ได้รับความเสียหายมาก่อนแล้ว จำเลยก็อาจต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ เมื่อคู่ความยังโต้เถียงและศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อนี้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างเฉพาะประเด็นเรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาในประเด็นที่ว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์จริงหรือไม่ จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด แล้วพิพากษาใหม่ต่อไป.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.141 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.193 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นที่สวนที่ไร่ที่ปลูกบ้าน ๑ แปลง โจทก์ครอบครองเป็นเจ้าของมา ๑๗ ปี เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๐๔ นายสี ไหมแจ่ม กับพวก ๙ คน สมคบกันกระทำการรื้อรั้วและตัดต้นผลไม้เพื่อเอาสิทธิครอบครองของโจทก์แล้วปลูกห้องแถว ยึดถือที่ว่าง ต่อมาจำเลยที่ ๑, ๒, ๓, ๔ เข้าไปอยู่ในห้องของนายสี จำเลยที่ ๕, ๖ ก่อเพิงทางด้านตะวันตกและตะวันออก แล้วเข้าอยู่อาศัย จำเลยที่ ๑ ภริยานายสีรับมรดกเข้าครอบครองที่พิพาท ขอให้ขับไล่และรื้อสิ่งปลูกสร้างกับใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้ง ๖ ให้การว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ ๑ และนายสีสามีโดยจับจองเป็นเจ้าของมา ๓๖ - ๓๗ ปี โจทก์ไม่เคยเกี่ยวข้อง คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๔, ๑๓๗๕ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยานทั้งสองฝ่าย วินิจฉัยว่าโจทก์ถูกแย่งการครอบครองถึงวันฟ้องเป็นเวลากว่า ๑ ปีแล้ว โจทก์จะฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองหาได้ไม่ ส่วนค่าเสียหายตามฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์แสดงว่า การที่จำเลยทั้ง ๖ เข้าอยู่ในที่ดินตามฟ้องของโจทก์ ก็โดยอาศัยสิทธิของนายสี ไหมแจ่ม ทั้งสิ้น ฉะนั้น เมื่อโจทก์อ้างว่านายสีกับพวกได้แย่งเอาสิทธิครอบครองของโจทก์ไปตั้งแต่วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๐๔ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการรับรองอยู่ในตัวว่า นายสีแย่งการครอบครองที่ดินแปลงพิพาทมาเกิน ๑ ปี นายสีถึงแก่กรรมตั้งแต่เดือน ๑๑ พ.ศ. ๒๕๐๖ โจทก์เพิ่งมาฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากพวกจำเลยซึ่งเข้าอยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายสี เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๗ อันเป็นเวลาภายหลังที่นายสีเข้าแย่งสิทธิครอบครองมาเกิน ๑ ปี คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ ที่โจทก์ฎีกาว่า ที่พิพาทเป็นที่สวนปลูกต้นไม้ยืนต้นและปลูกบ้าน โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้ภายใน ๑๐ ปี ตามกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จบทที่ ๔๒ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ที่บ้านที่สวนมือเปล่าซึ่งจะมีอายุความฟ้องร้องกันได้ถึง ๙ - ๑๐ ปี จะต้องเป็นที่บ้านที่สวนมือเปล่ามาก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยลักษณะทรัพย์ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๗๕ (อ้างฎีกาที่ ๘๘๒/๒๕๐๓, ๑๕๗๐/๒๕๐๐) แต่คดีนี้ฟ้องโจทก์กล่าวความชัดว่าโจทก์เป็นเจ้าของครอบครองที่ดินพิพาทมาได้เพียง ๑๗ ปี อันเป็นเวลาภายหลังที่กฎหมายดังกล่าวได้ประกาศใช้แล้ว คดีโจทก์จึงมีอายุความเพียง ๑ ปี โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่าฟ้องของโจทก์เรื่องละเมิดเรียกค่าเสียหาย ๕๐๐ บาท ไม่เคลือบคลุม และยังไม่ขาดอายุความฟ้องร้อง ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมมาตั้งแต่แรกและปัญหาที่ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หากแต่เป็นเรื่องระหว่างโจทก์จำเลยโดยเฉพาะ ไม่กระทบกระเทือนถึงประชาชนหรือบุคคลภายนอกแต่ประการใด การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแล้วพิพากษายกฟ้องในประเด็นข้อนี้เสีย ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย (อ้างฎีกาที่ ๙๑๔/๒๕๐๓) ส่วนปัญหาเรื่องอายุความฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดที่ศาลล่างทั้งสองยกขึ้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องแล้วนั้น ก็ปรากฏว่าจำเลยมิได้ยกอายุความฟ้องร้องในข้อหานี้ขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย ตามคำให้การ จำเลยยกอายุความขึ้นต่อสู้เฉพาะฟ้องโจทก์ที่ฟ้องเอาคืนสิทธิครอบครองที่พิพาทเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ในประเด็นข้อนี้จึงยังไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ถึงว่าศาลจะได้พิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาว่าจำเลยบุกรุก ขอให้ขับไล่ออกจากที่พิพาทแล้วก็ตาม แต่เหตุที่ยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่ฟ้องภายใน ๑ ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนสิทธิ ไม่เกี่ยวกับข้อหาฐานละเมิดเรียกค่าเสียหาย ซึ่งถ้าหากจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์จริง โจทก์ได้รับความเสียหายมาก่อนแล้ว จำเลยก็อาจต้องรับผิดชอบใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ โดยที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยังโต้เถียงในประเด็นข้อนี้ และศาลยังมิได้วินิจฉัย ชอบที่ศาลจะดำเนินการพิจารณาแล้วพิพากษาต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เฉพาะเรื่องละเมิดเรียกค่าเสียหาย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาในประเด็นข้อที่ว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์จริงหรือไม่ และจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด แล้วพิพากษาใหม่ต่อไป นอกจากที่แก้ ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2509 นายทวน ยอดนิล โจทก์ นางเย็น ไหมแจ่ม กับพวกรวม 6 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายทวน ยอดนิล · จำเลย - นางเย็น ไหมแจ่ม กับพวกรวม 6 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยง เหลืองรังษี · สุทิน เกษคุปต์ · วงษ์ วีระพงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายชูเชิด รักตะบุตร · ศาลอุทธรณ์ - นายวิริยะ เกิดศิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1342/2509ฎีกา 5095/2556ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 272/2490ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1538/2518ฎีกา 6746/2538ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2572/2541ฎีกา 7335/2538ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 991/2548ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 2170/2517ฎีกา 1131/2502ฎีกา 2898/2538ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1687/2497
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา