คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2509
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สัญญาต่างปล่อยปละละเลยให้เลยกำหนดเวลาที่ต้องไปทำนิติกรรมตามสัญญาโดยไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดนัดก่อน จะถือว่ายังไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญาและยังไม่มีอำนาจฟ้องร้อง.
ย่อคำพิพากษา
การที่โจทก์จำเลยยังมิได้ไปทำนิติกรรมโอนขายที่ดินต่อกันตามสัญญา ต่างปล่อยปละละเลยเรื่อยมาจนถึงวันฟ้องเพราะโจทก์กับจำเลยยังมิได้กำหนดวันไปทำนิติกรรมโอนขายที่ดินรายนี้แก่กัน จะถือว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญายังไม่ได้ เมื่อยังไม่มีฝ่ายใดผิดนัดผิดสัญญา อำนาจฟ้องร้องจึงยังไม่เกิดขึ้น.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามทำหนังสือจะขายที่ดินของจำเลยทั้งสามให้แก่โจทก์ราคา ๒๕,๐๐๐ บาท จำเลยรับเงินมัดจำจากโจทก์ไปแล้ว เป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท จำเลยจะจัดการโอนที่ดินให้แก่โจทก์ในวันที่เจ้าหน้าที่แผนกที่ดินอำเภอกำหนดให้ และสัญญาว่าถ้าจำเลยไม่ไปทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนขายให้แก่โจทก์ จำเลยยอมใช้ค่าเสียหาย ๒๐,๐๐๐ บาท เมื่อรังวัดที่ดินแล้วจำเลยไม่ยอมไปดำเนินการประกาศโฆษณาและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ เป็นการผิดสัญญา ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยคืนเงินมัดจำกับใช้ค่าเสียหายดังกล่าว
จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การว่าที่ดินตามฟ้องมีชื่อจำเลยทั้งสามและนางพรมภริยาจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าของรวมกัน นางพรมตายไปก่อนทำหนังสือสัญญา โจทก์จำเลยตกลงกันด้วยวาจาให้นายเผ่าจำเลยยื่นขอประกาศรับมรดกเฉพาะส่วนของนางพรม ระหว่างประกาศรับมรดก พนักงานที่ดินพร้อมด้วยจำเลยและภริยาโจทก์ได้ไปทำการรังวัดที่ดินแปลงนี้ ครบกำหนดตามที่เจ้าหน้าที่ประกาศ จำเลยทั้งหมดไป ณ สำนักงานที่ดินอำเภอ แต่โจทก์ไม่ไป โจทก์บอกว่าไม่ซื้อที่ดินจำเลย จำเลยเห็นว่าโจทก์ผิดสัญญาจึงริบมัดจำ
สำหรับจำเลยที่ ๓ โจทก์แถลงว่าหายสาปสูญ ไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยที่ ๓ ต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๓ และฟังว่าจำเลยผิดสัญญาพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ คืนเงินมัดจำ ๔,๐๐๐ บาท และใช้ค่าเสียหายหรือค่าปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท
จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์จำเลยได้เจตนาเลิกสัญญากันหรือไม่เจตนาจะให้ผูกพันตามสัญญาที่ทำต่อกันแล้ว จะถือว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญาย่อมไม่ได้ พิพากษาแก้เฉพาะข้อที่ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายหรือค่าปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท
โจทก์ฎีกาว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกาว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีความประสงค์จะซื้อที่ดินรายนี้อยู่ ศาลฎีกาเห็นว่าการที่โจทก์และจำเลยยังมิได้ไปทำนิติกรรมโอนขายที่ดินรายนี้ต่อกันตามสัญญา ต่างปล่อยปละละเลยเรื่อยมาจนถึงวันฟ้อง เพราะโจทก์มิได้กำหนดวันไปทำนิติกรรมโอนขายที่ดินรายนี้แก่กัน จะถือว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญายังไม่ได้ เมื่อยังไม่มีฝ่ายใดผิดนัดผิดสัญญา อำนาจการฟ้องร้องจึงยังไม่เกิดขึ้น.
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ยกฟ้องโจทก์.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2509
ร้อยตำรวจเอกหม่อมหลวงชิต กุญชร โจทก์
นายเขียน มัณฑะรัตน์ ที่ 1 นางแป้น มัณฑะรัตน์ ที่ 2 นายเผ่า ลาภอินทรีย์ ที่ 3
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ร้อยตำรวจเอกหม่อมหลวงชิต กุญชร · 3 - นายเขียน มัณฑะรัตน์ ที่ 1 นางแป้น มัณฑะรัตน์ ที่ 2 นายเผ่า ลาภอินทรีย์ ที่ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุทิน เกษคุปต์ · ยง เหลืองรังษี · ศริ มลิลา |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายแวว ยอดพยุง · ศาลอุทธรณ์ - นายเทียบ สุจารีกุล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา