⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 872/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 872/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเพิ่มโทษฐานเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำตามมาตรา 93 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 173 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่กำหนดให้จำเลยต้องมีทนายความในคดีอุกฉกรรจ์.

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา 339 ให้จำคุก 5 ปี และเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 93 กึ่งหนึ่ง รวมเป็นโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าไม่เพิ่มโทษตามมาตรา 93 คงจำคุกเพียง 5 ปี เช่นนี้ ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ทั้งบทและโทษ เป็นการแก้ไขมาก จึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 173 บัญญัติขึ้นเพื่อให้จำเลยมีทนายต่อสู้ในคดีอุกฉกรรจ์ที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ไม่ได้หมายความรวมถึงโทษที่จำเลยจะพึงได้รับจากการเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบด้วย ฉะนั้น แม้จำเลยจะให้การรับในข้อเคยต้องโทษก่อนตั้งทนาย คำรับก็ไม่เสียไป.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.173 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.208 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายอาญา ม.93 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก ๑ คนสมคบกันชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ๑ คันของนายนี ตะสุวรรณ ไป ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาจำคุกฐานปล้นทรัพย์มีกำหนด ๖ ปี ขอให้ลงโทษและเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๙, ๘๓, ๙๓ วันชี้สองสถาน จำเลยให้การว่า ขอสู้คดี จะให้การวันนัด หาทนายความแล้ว ไม่ต้องการให้ศาลตั้งให้ ก่อนคดีนี้จำเลยอายุเกิน ๑๗ ปีแล้ว เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ๖ ปีฐานปล้นทรัพย์ ต้องหาในคดีนี้ภายใน ๓ ปีนับแต่วันพ้นโทษ วันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยให้การตามที่ศาลจดไว้ว่า จำเลยขอให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๙, ๘๓ ให้จำคุก ๕ ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งรวมเป็นโทษ ๗ ปี ๖ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แต่ข้อที่ศาลชั้นต้นเพิ่มโทษจำเลยนั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ขณะจำเลยแถลงรับข้อเคยต้องโทษและพ้นโทษ จำเลยยังไม่มีทนายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๗๓ จำเลยยังไม่อยู่ในฐานะที่จะถูกสอบถามให้การ ศาลจะเริ่มทำการพิจารณาไม่ได้ถึงวันนัดสืบพยาน เมื่อจำเลยมีทนายแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิดถือว่าปฏิเสธรวมทั้งข้อเคยต้องโทษมาก่อนด้วย เมื่อจำเลยปฏิเสธข้อเคยต้องโทษและโจทก์ไม่มีพยานสืบ ก็เพิ่มโทษจำเลยไม่ได้ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามมาตรา ๙๓ คงให้จำคุกจำเลยเพียง ๕ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้บทและโทษ ถือว่าแก้ไขมาก คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำผิดดังโจทก์ฟ้อง ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๗๓ บัญญัติเพียงว่า ในคดีอุกฉกรรจ์มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป ฯลฯ ก่อนเริ่มพิจารณา ให้ศาลสอบถามว่าจำเลยมีทนายหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการ ก็ให้ศาลตั้งทนายให้ ศาลฎีกาเห็นว่า กฎหมายมาตรานี้บัญญัติขึ้นเพื่อให้จำเลยมีทนายต่อสู้ในคดีอุกฉกรรจ์ที่มีโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป ไม่ได้หมายความรวมถึงโทษที่จำเลยจะพึงได้รับจากการเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบด้วย การที่จำเลยจะถูกเพิ่มโทษหรือไม่ เป็นคนละส่วนกับกรณีความผิดที่จำเลยถูกฟ้องร้อง ฉะนั้น แม้จำเลยจะรับในข้อเคยต้องโทษก่อนตั้งทนาย คำรับก็ไม่เสียไป เฉพาะคดีนี้ได้พิจารณาคำรับของจำเลยซึ่งมีข้อความว่า จำเลยขอให้การวันนัด ได้หาทนายความไว้แล้ว ไม่ต้องการให้ศาลตั้งทนายให้อีก รับว่าก่อนคดีนี้จำเลยมีอายุเกิน ๑๗ ปีแล้ว เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกมีกำหนด ๖ ปีฐานปล้นทรัพย์ พ้นโทษเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๐๗ แล้ว เห็นว่าข้อเคยต้องโทษและพ้นโทษนั้น จำเลยไม่ติดใจจะต่อสู้ จำเลยจึงรับ คงติดใจต่อสู้คดีเฉพาะข้อหาฐานชิงทรัพย์เท่านั้น ถึงวันที่จำเลยให้การ จำเลยให้การปฏิเสธว่ามิได้กระทำผิด จึงเห็นได้ว่าจำเลยปฏิเสธมิได้กระทำผิดในข้อหาฐานชิงทรัพย์เท่านั้น ไม่มีถ้อยคำอะไรที่จะแสดงว่าจำเลยได้ปฏิเสธถึงข้อเคยต้องโทษและพ้นโทษตามที่จำเลยรับไว้แล้วเลย เมื่อจำเลยรับแล้ว โจทก์ก็ไม่จำต้องสืบพยานอีก ศาลพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยตามคำรับนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่เพิ่มโทษจำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เพิ่มโทษจำเลย โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฎีกาจำเลย. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 872/2509 อัยการจังหวัดราชบุรี โจทก์ นายสมศักดิ์ เนตรไทย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดราชบุรี · จำเลย - นายสมศักดิ์ เนตรไทย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุศย์ ขันธวิทย์ · พจน์ ปุษปาคม · เกษม ทิพยจันทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดราชบุรี - นายฉลอง จันทรัฐ · ศาลอุทธรณ์ - นายชลัม รุทระวณิช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2229/2515ฎีกา 529/2509ฎีกา 845/2543ฎีกา 99/2541ฎีกา 1047/2498ฎีกา 2665/2515ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3345/2535ฎีกา 5999/2544ฎีกา 1588/2479ฎีกา 10648/2554ฎีกา 4276/2534ฎีกา 3300/2552ฎีกา 164/2553ฎีกา 213/2554ฎีกา 1638/2492ฎีกา 6416/2541ฎีกา 1209/2523ฎีกา 395/2484ฎีกา 2963/2535ฎีกา 1228/2510ฎีกา 1254/2494ฎีกา 369/2501ฎีกา 778/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา