⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 989/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 989/2509

ป.พ.พ. ม.1367, 1377, 1381 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.148

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่มารดาผู้เยาว์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ทรัพย์สินของผู้เยาว์แก่บุคคลภายนอกโดยมิได้รับอนุญาตจากศาลนั้น แม้จะตกเป็นโมฆะเพราะผู้เยาว์ไม่ผูกพัน แต่หากบุคคลภายนอกได้เข้าครอบครองทรัพย์สินนั้นโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลาสิบปีแล้ว ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นโดยการครอบครองปรปักษ์.

ย่อคำพิพากษา

สัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาลที่มารดาของบุตรผู้เยาว์ทำขึ้นโดยมิได้รับอนุญาตจากศาลนั้น ย่อมไม่ผูกพันบุตรผู้เยาว์ การเข้าครอบครองทรัพย์ตามสัญญาซึ่งจะต้องชำระเงินตอบแทนต่อไป ในบางกรณีอาจถือเป็นการครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของยังมิได้ เพราะเป็นแต่เข้าครอบครองโดยอาศัยความยินยอมของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งภายใต้ข้อผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามสัญญาก่อนที่จะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กัน ในกรณีที่มีการฟ้องคดีเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินระหว่างโจทก์จำเลย และมารดาโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาลกับจำเลยโดยจำเลยให้เงินมารดาโจทก์ และมารดาโจทก์ยอมให้จำเลยเข้าครอบครองทรัพย์พิพาทได้ ดังนี้ ถือว่าเป็นการยอมให้เข้าครอบครองดุจเจ้าของโดยเด็ดขาด แม้มารดาโจทก์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ที่พิพาทเป็นของจำเลยโดยมิได้รับอนุญาตจากศาลในระหว่างที่โจทก์เป็นผู้เยาว์ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 (4) ก็ตาม แต่เมื่อไม่ได้ความว่ามารดาโจทก์กับจำเลยได้คบคิดกันกระทำการเพื่อให้โจทก์เสียหายเมื่อจำเลยครอบครองทรัพย์พิพาท(ที่ดิน) มาครบ 10 ปี ย่อมได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 17/2509)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1377 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1546

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1377 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่จำเลยใส่ชื่อเป็นเจ้าของในโฉนด อ้างว่าได้ทำยอมความกับมารดาโจทก์ ยอมความนี้โจทก์มิได้รู้เห็นด้วย จึงขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยมิให้เกี่ยวข้อง จำเลยที่ ๑,๒ ให้การว่า พินัยกรรมปลอม เจ้ามรดกยกทรัพย์พิพาทให้นายพิศาล สรรพกิจ และจำเลยที่ ๒ เมื่อนายพิศาล สรรพกิจตาย จำเลยที่ ๑ และ ๓ ได้รับมรดกและครอบครองทรัพย์พิพาทตลอดมาจำเลยที่ ๑-๒ เคยฟ้องโจทก์กับมารดาโจทก์ และได้ประนีประนอมกัน โดยจำเลยใช้เงินให้โจทก์ โจทก์คืนทรัพย์พิพาทให้จำเลย จำเลยได้ออกโฉนดและครอบครองมาเกิน ๑๐ ปีแล้ว จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นฟังว่า ที่พิพาทตกเป็นของโจทก์ตามพินัยกรรม แต่จำเลยครอบครองทรัพย์พิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมารดาโจทก์ทำกับจำเลยนอกศาล โดยเสียเงินให้มารดาโจทก์ไป ๑๑๕,๐๐๐ บาท ได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังว่า จำเลยได้ครอบครองที่พิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ แม้สัญญานี้จะมิได้รับอนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔๖ (๔) ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้เยาว์ แต่ก็เป็นพฤติการณ์อันหนึ่งที่แสดงลักษณะการครอบครองของจำเลยได้ว่าครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ แม้การเข้าครอบครองตามสัญญาซึ่งจะต้องชำระเงินตอบแทนต่อไปในบางกรณีอาจถือเป็นการครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของยังมิได้เพราะเป็นการเข้าครอบครองโดยอาศัยความยินยอมของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งภายใต้ข้อผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามสัญญาก่อนที่จะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กัน แต่คดีนี้ปรากฏว่ามีคดีพิพาทกรรมสิทธิ์ระหว่างโจทก์จำเลยอยู่แล้ว ตามสัญญาไม่มีกรณีที่จะต้องจดทะเบียนการโอน ข้อตกลงที่มารดาโจทก์ยอมให้จำเลยเข้าครอบครองตั้งแต่วันที่ระบุไว้ จึงเป็นการยอมให้เข้าครอบครองดุจเจ้าของโดยเด็ดขาด การชำระเงินเป็นเพียงหนี้อันหนึ่งศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ที่ศาลล่างฟังว่า จำเลยครอบครองที่พิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของกว่า ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์นั้น ชอบแล้ว แม้มารดาโจทก์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ที่พิพาทเป็นของจำเลยโดยมิได้รับอนุญาตจากศาลในระหว่างที่โจทก์เป็นผู้เยาว์ ฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔๖ (๔) แต่ก็ไม่ได้ความว่ามารดาโจทก์กับจำเลยได้คบคิดกันกระทำการเพื่อให้โจทก์เสียหาย ความข้อนี้จึงไม่ขัดขวางมิให้จำเลยได้สิทธิตามมาตรา ๑๓๘๒ ดังได้วินิจฉัยมาแล้วแต่อย่างใด จึงพิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 989/2509 นางสาวเครือวรรณ กาญจนสุวรรณ โดย นางนาม กาญจนสุวรรณ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นางกาญจนา บุณยภักดิ์ ที่ 1 นางมยูร กาญจนสุวรรณ ที่ 2 นายเชาวลิต กาญจนสุวรรณ ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโดย - นางสาวเครือวรรณ กาญจนสุวรรณ · โจทก์ - นางนาม กาญจนสุวรรณ ผู้รับมอบอำนาจ · 1 - นางกาญจนา บุณยภักดิ์ ที่ · 2 - นางมยูร กาญจนสุวรรณ ที่ · จำเลย - นายเชาวลิต กาญจนสุวรรณ ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จิตติ ติงศภัทิย์ · เพรียง โรจนรัส · วงษ์ วีระพงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายสุวัฒน์ รัตรสาร · ศาลอุทธรณ์ - นายไฉน บุญยก
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 356/2530ฎีกา 3375/2532ฎีกา 142/2492ฎีกา 4072/2528ฎีกา 2749/2538ฎีกา 5473/2548ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 759/2494ฎีกา 231/2482ฎีกา 3345/2535ฎีกา 609/2522ฎีกา 1030/2509ฎีกา 4415/2528ฎีกา 194/2543ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2718/2538ฎีกา 1095/2473ฎีกา 5640/2541ฎีกา 1592/2521ฎีกา 4470/2543ฎีกา 218/2481ฎีกา 265/2534ฎีกา 4185/2547
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา