⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1051/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1051/2510

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 344 ต้องเป็นการหลอกลวงเพื่อให้ผู้ถูกหลอกทำงานให้โดยไม่จ่ายค่าแรง ไม่ใช่เพียงการหลอกลวงเพื่อเอาเงินเท่านั้น 2. พนักงานอัยการไม่มีอำนาจขอให้จำเลยชดใช้ค่าแรงที่ยังไม่ได้จ่ายให้แก่ผู้เสียหายในคดีอาญา เนื่องจากค่าแรงเป็นสิทธิเรียกร้องทางแพ่ง 3. การฟ้องคดีความผิดฐานหลอกลวงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ต้องระบุว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน หากฟ้องเพียงหลอกลวงบุคคลกลุ่มหนึ่ง จะมีความผิดตามมาตรา 341 เท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 344 ผู้หลอกลวงต้องประสงค์ต่อผล คือ การทำงานของผู้ที่ถูกหลอกให้ประกอบการงานให้แก่ตนหรือบุคคลที่สาม โดยจะไม่ใช้ค่าแรงงาน ฯลฯ เมื่อคดีได้ความว่าจำเลยหลอกเพื่อให้ส่งเงินเท่านั้น ไม่ได้หลอกให้ทำงานเพราะไม่มีงานให้ทำ จึงไม่ใช่เป็นการกระทำเพื่อประสงค์ต่อผลตามมาตรา 344 จำเลยไม่มีความผิดตามมาตรานี้ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจที่จะขอให้จำเลยใช้ค่าแรงงานที่จำเลยยังไม่จ่ายให้แก่ผู้เสียหาย กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 43 เพราะค่าแรงงานหรือค่าจ้างไม่ใช่ทรัพย์สินที่จะเรียกร้องคืน แต่เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายชอบที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยใช้ในทางแพ่ง ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำผิดฐานหลอกลวงประชาชน โจทก์ฟ้องว่าจำเลยหลอกลวง ช.กับพวกรวม 10 คน ไม่ได้ฟ้องว่าหลอกลวงประชาชน จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 เท่านั้น แม้จะมิได้มีฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ชอบที่จะปรับบทลงโทษที่ถูกได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.43 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 ประมวลกฎหมายอาญา ม.343 ประมวลกฎหมายอาญา ม.344

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยและนายประวัติ สุวรรณพฤกษ์ กับพวกจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทสวัสดิภาพ จำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยและนายประวัติเปิดสำนักงานสาขาขึ้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา จำเลยกับพวกร่วมกันโดยเจตนาทุจริต หลอกลวงนายชาตรี เปลี่ยนชาโต กับพวก ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่า ผู้ใดมีความประสงค์จะเข้าทำงานกับจำเลยจะต้องมีหลักประกันโดยการสมัครเป็นสมาชิกซื้อหุ้นของบริษัทที่จำเลยเป็นกรรมการ แล้วบริษัทจะรับเข้าทำงาน อย่างต่ำอัตราเงินเดือน ๆ ละ ๔๐๐ บาท เมื่อผู้ใดลาออก ทางบริษัทก็จะรับซื้อและโอนหุ้นทั้งหมดคืนเท่าราคาที่ซื้อ ฯลฯ โดยการกระทำหลอกลวงกล่าวเท็จของจำเลยกับพวก เป็นเหตุให้นายชาตรีกับพวกหลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงพากันสมัครเข้าทำงานกับจำเลย โดยซื้อหุ้นจากบริษัทจำเลยรวม ๑๐ รายและต่างได้มอบเงินค่าประกันให้แก่จำเลยรวมเป็นเงิน ๓๘,๕๐๐ บาท จำเลยได้รับเงินดังกล่าวแล้วบรรจุให้แต่ละคนเข้าทำงาน หาได้มีกิจการให้ทำตามปกติไม่ เงินเดือนก็จ่ายให้ไม่ครบนายชาตรีกับพวกจึงได้ขอลาออกและขอเงินค่าประกันที่ค้างอีกจำนวนเงิน ๓๕,๗๐๐ บาทคืน จำเลยไม่คืนให้ ได้ฉ้อโกงเอาเงินไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย และเงินเดือนที่ค้างก็ไม่จ่ายให้ รวมเป็นเงิน ๗,๕๐๐ บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๑, ๓๔๓, ๓๔๔, ๘๓ ขอให้จำเลยคืนเงินค่าหุ้นและค่าแรงงานที่ค้างดังกล่าว จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษตามมาตรา ๓๔๓ ซึ่งเป็นบทหนัก ให้จำคุก ๓ ปี กับคืนเงินค่าหุ้นและค่าแรง ๔๒,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๔ ผู้หลอกลวงต้องประสงค์ต่อผล คือ การทำงานของผู้ที่ถูกหลอกให้ประกอบการงานให้แก่ตนหรือบุคคลที่สามโดยจะไม่ใช้ค่าแรงงาน ฯลฯ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยหลอกเพื่อให้ส่งเงินเท่านั้นไม่ได้หลอกให้ทำงาน เพราะไม่มีงานให้ทำ จึงไม่ใช่เป็นการกระทำเพื่อประสงค์ต่อผลตามมาตรา ๓๔๔ จำเลยไม่มีความผิดตามมาตรานี้ ที่ศาลล่างพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าแรงงานที่จำเลยยังไม่จ่ายด้วยนั้นศาลฎีกาเห็นว่า ยังไม่ชอบ โดยอัยการไม่มีอำนาจที่จะขอให้จำเลยใช้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๔๓ เพราะค่าแรงงานหรือค่าจ้างไม่ใช่ทรัพย์สินที่จะเรียกร้องคืน แต่เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายชอบที่จะไปฟ้องบังคับให้จำเลยใช้ในทางแพ่ง ที่ศาลล่างพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๓ นั้นไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตามมาตรานี้บัญญัติให้ลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดฐานหลอกลวงประชาชน แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้หลอกลวงนายชาตรี กับพวกรวม ๑๐ คนเท่านั้น ไม่ได้ฟ้องว่าหลอกลวงประชาชน จึงยังไม่มีความผิดตามมาตรานี้ จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๑ เท่านั้น แม้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาชอบที่จะรับบทลงโทษที่ถูกได้ พิพากษาแก้ว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ส่วนกำหนดโทษให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้จำเลยคืนเงินค่าหุ้น ๓๕,๗๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย คำขอนอกนั้นให้ยกเสีย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1051/2510 อัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายชาตรี เปี่ยมชาโต โจทก์ร่วม นายประเสริฐ อาระยะกุล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดนครราชสีมา · โจทก์ร่วม - นายชาตรี เปี่ยมชาโต · จำเลย - นายประเสริฐ อาระยะกุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศริ มลิลา · ยง เหลืองรังษี · สุทิน เกษคุปต์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายเติม บุญเฉลียว · ศาลอุทธรณ์ - นายพันธ์ นัยวิฑิต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6575/2551ฎีกา 6435/2555ฎีกา 888/2490ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 2303/2518ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1220/2510ฎีกา 2813/2566ฎีกา 1294/2509ฎีกา 11720/2555ฎีกา 884/2484ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา