⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 619/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 619/2510

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้สัญญาณไฟแดงกระพริบและแตรไซเรนของรถราชการตำรวจเพื่อนำส่งผู้ป่วย ไม่ได้ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องรับผิดหากเกิดความเสียหาย แต่ต้องขับด้วยความเร็วและใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่พฤติการณ์นั้นๆ หากเกิดเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจคาดหมายหรือป้องกันได้ ผู้ขับขี่ไม่ต้องรับผิด

ย่อคำพิพากษา

จำเลยขับรถยนต์ในราชการตำรวจไปตามถนนโดยใช้สัญญาณไฟแดงกระพริบและแตรไซเรนเพื่อนำคนประสพอุบัติเหตุส่งโรงพยาบาล การขับรถโดยใช้สัญญาณดังกล่าวมิได้หมายความว่าขับได้เร็วเท่าใดก็ไม่เป็นการละเมิดหากเกิดการเสียหายขึ้น แต่จะต้องขับด้วยความเร็วไม่สูงเกินกว่าที่ควรกระทำในพฤติการณ์เช่นนั้น และต้องใช้ความระมัดระวังในฐานะที่ต้องใช้ความเร็วสูงกว่าธรรมดาตามสมควรแก่พฤติการณ์เช่นนั้นด้วย จำเลยขับรถใช้อาณัติสัญญาณไฟแดงกระพริบและเปิดแตรไซเรนมาด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อจะขึ้นสะพานลดลงเหลือ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีรถบรรทุกแล่นสวนมาบนสะพานโดยไม่หยุด และมีเด็กวิ่งข้ามถนนตัดท้ายรถบรรทุกในระยะกระชั้นชิดซึ่งจำเลยไม่สามารถหยุดรถได้ทัน จึงต้องหักหลบแล้วไปชนผู้ตาย ถือได้ว่าความเร็วที่จำเลยใช้ในขณะข้ามสะพานไม่เป็นความเร็วที่เกินสมควร ตามเวลา สถานที่ และพฤติการณ์อื่น ๆ ในขณะนั้น จึงไม่เป็นกาประมาทเลินเล่อ การที่มีเด็กวิ่งตัดหลังรถบรรทุกข้ามถนนผ่านหน้ารถจำเลยในระยะใกล้เป็นเหตุบังเอิญมิอาจคาดหมายได้ และเกิดขึ้นโดยฉับพลันเป็นเหตุที่ไม่มีใครป้องกันได้ เมื่อจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะที่ประสบเหตุเช่นั้นแล้ว เหตุที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 437

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.437

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ได้ขับรถยนต์ในราชการตำรวจไปตามหน้าที่โดยปราศจากความระมัดระวังและชนนายเซี้ยงง้วนสามีโจทก์ที่ ๑ และเป็นบิดาของโจทก์อื่น ๆ ถึงแก่ความตายทำให้โจทก์กับบุตรขาดอุปการะเลี้ยงดู จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดด้วย ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๒ ได้ขับรถไปตามหน้าที่ราชการด้วยความระมัดระวังในอัตราความเร็วที่กฎหมายกำหนดและตามระเบียบข้อบังคับ ได้ใช้สัญญาไฟแดงกระพริบและแตรไซเรนมาตลอดทางเพื่อนำคนป่วยส่งโรงพยาบาล มีรถยนต์บรรทุกขึ้นสะพานสวนทางมา และมีเด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งตัดออกจากหลังรถบรรทุกในระยะกระชั้นชิด ไม่อาจหยุดรถได้ทัน จึงต้องหักหลบขึ้นไปบนทางเท้าและชนนายเซี้ยงง้วนตายและเป็นเหตสุดวิสัน ซึ่งจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังดีแล้ว จึงไม่ต้องรับผิด โจทก์มิไดเสียหายดังฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ ขับรถด้วยความเร็วสูงโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง เป็นการละเมิดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า แม้จำเลยจะขับรถเร็วได้ไม่จำกัด แต่ก็ต้องขับด้วยความระมัดระวัง จำเลยขับรถมาด้วยความเร็วสูงและมิได้ลดความเร็วลงหรือลดลงไม่มากพอ เป็นความประมาทของจำเลย ไม่ระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้บุคคลนั้นในฐานะเช่นนั้น จึงฟังเป็นเหตุสุดวิสัยไม่ได้ จำเลยจึงต้องรับผิด พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยขับรถยนต์โดยได้รับอนุญาตให้ใช้สัญญาณไฟแดงกระพริบและแตรไซเรนเพื่อนำคนประสบอุบัติเหตุไปส่งโรงพยาบาล การขับรถโดยใช้สัญญาณดังกล่าวนี้มิได้หมายความว่าจะขับได้เร็วเท่าใดก็ไม่เป็นการละเมิดหากเกิดความเสียหายขึ้น แต่จะต้องขับด้วยความเร็วไม่สูงเกินกว่าที่ควรกระทำในพฤติการณ์เช่นนั้นด้วย จำเลยขับรถมาด้วยความเร็ว ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเมื่อขึ้นสะพานลดลงเหลือ ๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เหตุที่ชนคนเกิดขึ้นเพราะมีรถบรรทุกสวนมาบนสะพานโดยไม่หยุด และมีเด็กวิ่งข้ามถนนตัดท้ายรถบรรทุกนั้นมาในระยะกระชั้นชิด ซึ่งจำเลยไม่สามารถหยุดรถได้ทัน จึงต้องหักหลบ ความเร็วที่จำเลยใช้ในตอนข้ามสะพานไม่เป็นความเร็วที่เกินสมควรตามเวลา สถานที่ และพฤติการณ์อื่น ๆ ในขณะนั้น การกระทำในตอนนี้จึงไม่เป็นความประมาทเลินเล่อ เหตุที่เกิดขึ้นมิใช่เพราะมีรถสวนมา แต่เกิดขึ้นเพราะมีเด็กวิ่งตัดหลังรถบรรทุกนั้นข้ามถนนผ่านหน้ารถจำเลยในระยะใกล้ อันเป็นเหตุบังเอิญอันมิอาจคาดหมายได้เกิดขึ้นโดยฉับพลัน การที่มีเหตุการณ์ขึ้นโดยฉับพลันเช่นนั้นได้หักรถหลบไปไม่ชนเด็ก แต่จะหวังให้จำเลยหักรถกลับคืนย่อมเป็นการยากยิ่งที่จะหวัง จำเลยได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร อันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะที่ประสบเหตุเช่นนั้น เหตุที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๓๗ จำเลยไม่ต้องรับผิดฐานละเมิด พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 619/2510 นางง้วนเน้ย แซ่ฉั่ว กับพวก โจทก์ กรมตำรวจโดยพลตำรวจเองประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดี ที่ 1 พลตำรวจธงชัย ยนต์วิชัย ที่ 2 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางง้วนเน้ย แซ่ฉั่ว กับพวก · พลตำรวจธงชัย - กรมตำรวจโดยพลตำรวจเองประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดี ที่ 1 · ล. - ยนต์วิชัย ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จิตติ ติงศภัทิย์ · สุทิน เกษคุปต์ · ลออง จุลกะเศียน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายจำเนียร บุญพละ · ศาลอุทธรณ์ - นายเสนีย์ วาทิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534ฎีกา 246/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา