⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1002/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1002/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเช่าทรัพย์สินที่เกิดขึ้นภายหลังจากการถูกยึดเพื่อบังคับคดี ไม่อาจนำมาใช้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้ซื้อทรัพย์สินจากการบังคับคดีได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเช่าห้องพิพาทภายหลังที่ห้องพิพาทถูกยึดในการบังคับคดีในคดีก่อนจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนั้น แม้โจทก์รับโอนห้องพิพาทจากผู้ซื้อในการบังคับคดีภายหลังที่จำเลยได้เช่าห้องพิพาทแล้ว ดังนี้ ห้องพิพาทได้ถูกยึดและขายโดยไม่มีการเช่าติดไปด้วย จำเลยไม่สามารถอ้างการเช่าขึ้นยันโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ขายห้องพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 305 เพราะการเช่าของจำเลยเป็นสิทธิที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ก่อให้เกิดขึ้นในทรัพย์สินภายหลังที่ถูกยึดแล้ว ผู้ซื้อและรับโอนต่อไปจึงได้ทรัพย์สินที่ซื้อไปโดยปลอดจากการเช่า จำเลยจะอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 มาใช้ในกรณีนี้ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 305 ไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยได้ทำสัญญาเช่าโดยสุจริตหรือไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.305 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.569

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า คุณหญิงสร้อยบูรชลเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีแดงที่ ๑๘๙๕/๒๕๐๔ ของศาลแพ่ง นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดที่ ๓๕๕๖ มีห้องเลขที่ ๖๗๕/๑๐ ซึ่งจำเลยที่ ๓ ลูกหนี้ในคดีนั้นใช้อยู่เอง และได้ขายทอดตลาดเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๐๗ โดยคุณหญิงสร้อยฯ ซื้อแล้วโอนทะเบียนเมื่อ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๐๗ ให้โจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑, ๒ อยู่ในห้องและจำเลยที่ ๓ ทิ้งรถยนต์ไว้ในห้องนี้โดยไม่มีสิทธิ และไม่ยอมออก ขอให้ขับไล่จำเลยที่ ๑, ๒ และให้จำเลยที่ ๓ ย้ายรถยนต์ออกไป ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหาย ฯลฯ จำเลยที่ ๑, ๒ ให้การว่า เมื่อคุณหญิงสร้อยฯ และโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องพิพาทไปแล้ว ไม่ยอมรับค่าเช่า ฯลฯ ก่อนจำเลยที่ ๓ ยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ ๑, ๒ พร้อมกับบริวาร และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ ๑,๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑, ๒ ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ห้องพิพาทเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถูกยึดในการบังคับคดี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ แต่เพิ่งจะถึงที่สุดและขายทอดตลาดเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ จำเลยได้เช่าห้องพิพาทจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนั้นภายหลังที่ห้องพิพาทได้ถูกยึดแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า ห้องพิพาทได้ถูกยึดและขายโดยไม่มีการเช่าติดไปด้วย จำเลยเช่าห้องพิพาทภายหลังที่ได้มีการยึดห้องพิพาทแล้ว จำเลยไม่สามารถอ้างการเช่าขึ้นยันโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ขายห้องพิพาทนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐๕ เพราะการเช่าของจำเลยเป็นสิทธิที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ก่อให้เกิดขึ้นในทรัพย์สินภายหลังที่ถูกยึดแล้ว ผู้ซื้อและรับโอนต่อไปจึงได้ทรัพย์สินที่ซื้อไปโดยปลอดจากการเช่าดังกล่าวนั้น จำเลยจะอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๙ มาใช้แก่กรณีนี้ไม่ได้ ตามบทบัญญัติมาตรา ๓๐๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังกล่าวแล้วนั้น ไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยได้ทำสัญญาเช่าโดยสุจริตหรือไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1002/2511 นางสมานจิตต์ พิบูลภานุวัธน์ โจทก์ นายอาษา ศิริจรรยา ที่ 1 นายไพรัช แพทย์อุดม ที่ 2 นางบุญศรี แพทย์อุดม ที่ 3 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสมานจิตต์ พิบูลภานุวัธน์ · 1 - นายอาษา ศิริจรรยา ที่ · 2 - นายไพรัช แพทย์อุดม ที่ · ล. - นางบุญศรี แพทย์อุดม ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จิตติ ติงศภัทิย์ · ถาวร หุตะโกวิท · ใหญ่ ศาลยาชีวิน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายกฤษณ์ โสภิตกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายมงคล เชาวน์ดี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 4269/2528ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา