⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1096/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1096/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งสิทธิในที่ดินแปลงเดียวกันแล้ว แม้จะมีการเปลี่ยนตัวจำเลยหรือส่วนของที่ดินที่พิพาท ก็ถือเป็นฟ้องซ้ำในประเด็นที่ได้วินิจฉัยไปแล้ว.

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินของจำเลยร่วมชำระคดีโจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว ฉะนั้น การที่โจทก์นำเรื่องที่ดินรายเดียวกันนั้นมาฟ้องเป็นคดีนี้อีก แม้จะเป็นเพียงที่ส่วนหนึ่งและเปลี่ยนตัวจำเลยจากจำเลยร่วมมาเป็นจำเลยคดีนี้ ก็คงมีประเด็นเพียงว่าที่พิพาทในคดีนี้เป็นของใครเท่านั้น กรณีเป็นเรื่องที่มีประเด็นซึ่งศาลได้วินิจฉัยมาแล้วโดยเหตุอย่างเดียวกัน ซึ่งศาลชี้ขาดมาแล้วในสิทธิของที่พิพาทว่าเป็นของจำเลยร่วม จึงไม่มีประเด็นจะต้องวินิจฉัยซ้ำในเรื่องสิทธิแห่งที่พิพาทอีก เพราะเป็นฟ้องซ้ำ และที่ดินรายนี้จำเลยขายให้ภริยาจำเลย ฐานะของจำเลยไม่ใช่คู่สัญญาซื้อขายที่แปลงนี้โดยตรงกับจำเลยร่วมก็จริงแต่จำเลยเป็นสามีของ ฟ. ภริยาจำเลยคู่สัญญาซื้อขายกับจำเลยร่วม ก็มีสิทธิเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินแปลงนี้ด้วย ในคดีนี้จำเลยร่วมได้ถูกเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ทั้งจำเลยและจำเลยร่วมย่อมชอบที่จะอ้างสิทธิอันมีมาก่อนเป็นข้อต่อสู้ได้โดยชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.58 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1356 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1466

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ครอบครองร่วมกันในสวนยางแปลงหนึ่ง จำเลยใช้ให้ลูกจ้างจำเลยกรีดน้ำยางของโจทก์ไป ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่ให้จำเลยใช้เงินค่าน้ำยาง ๕,๒๕๐ บาท ฯลฯ จำเลยให้การว่า ภริยาจำเลยซื้อที่ดินนี้จากนายทองผู้เป็นเจ้าของเดิม เป็นที่แปลงเดียวกับที่นายทองพิพาทกับโจทก์และพวกมาหลายหน ซึ่งศาลพิพากษาว่าเป็นทีดินของนายทองตามสำนวนคดีแพ่งแดงที่ ๓๒/๒๔๙๗, ๑๓/๒๔๖๘, ๒๐๖/๒๕๐๓ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกนายทองเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลได้เรียกนายทองเข้ามา นายทองให้การทำนองเดียวกับจำเลย ทั้งสองฝ่ายว่าที่ดินภายในเส้นสีฟ้าตามแผนที่กลางเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินภายในเส้นสีแดงในแผนที่กลาง ในสำนวนคดีแพ่งแดงที่ ๒๐๖/๒๕๐๓ ซึ่งนายทองจำเลยร่วมชนะคดีนายครกโจทก์ แล้วจำเลยร่วมขายที่แปลงนี้ให้ภริยาจำเลย ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ซื้อขายกัน ศาลชั้นต้นให้งดสืบพยานทั้งสองฝ่าย แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ อ้างว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งแดงที่ ๒๐๖/๒๕๐๓ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา คดีมีประเด็นว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งแดงที่ ๒๐๖/๒๕๐๓ หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อพิเคราะห์ดูคำฟ้องคำให้การของจำเลยทั้งสองและคำแถลงรับของคู่ความประกอบกับแผนที่กลางในคดีนี้ และแผนที่กลางในคดีแพ่งแดงที่ ๑๓/๒๔๙๘, ๓๒/๒๔๙๗ และ ๒๐๖/๒๕๐๓ แล้ว ก็เห็นได้ชัดว่าที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นที่ดินอยู่ในที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินของนายทองจำเลยร่วมชนะคดีนายครกกับพวกมาแล้ว ฉะนั้น การที่นายครกกับพวกโจทก์นำเรื่องที่ดินรายเดียวกันนั้นมาฟ้องเป็นคดีนี้อีก แม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งและเปลี่ยนตัวจำเลยจากนายทองมาเป็นสิบตำรวจเอกสุทัศน์ก็ตาม คดีนี้คงมีประเด็นจะต้องวินิจฉัยเพียงว่าที่พิพาทในคดีนี้เป็นของใครเท่านั้น ต่อมาสิบตำรวจเอกสุทัศน์ก็ได้ร้องขอให้นายทอง พัฒน์ช่วย ซึ่งเดิมเป็นเจ้าของที่พิพาททั้งแปลงใหญ่ตามใบเหยียบย้ำเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลอนุญาตและเรียกเข้ามาแล้ว นายทอง พัฒน์ช่วย จึงให้การต่อสู้เป็นทำนองเดียวกับสิบตำรวจเอกสุทัศน์ ดังนี้ จึงทำให้ฐานะของคดีนี้มีประเด็นเกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่องสิทธิในที่ดินของนายทอง พัฒน์ช่วย ซึ่งนายครกกับพวกโจทก์ฝ่ายหนึ่ง กับนายทอง พัฒน์ช่วย อีกฝ่ายหนึ่ง ได้เป็นความโต้แย้งสิทธิในที่ดินรายเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีนี้มาแล้ว ตามคดีดังกล่าวทั้งสามนั้น ศาลพิพากษาให้นายทองชนะคดีนายครก คดีถึงที่สุดแล้ว กรณีเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่มีประเด็นซึ่งศาลได้วินิจฉัยมาแล้ว โดยเหตุอย่างเดียวกัน คือ ศาลได้ชี้ขาดมาแล้วในสิทธิของที่พิพาทว่าเป็นของนายทอง พัฒน์ช่วย จำเลยร่วม คดีนี้จึงไม่มีประเด็นจะต้องวินิจฉัยซ้ำในเรื่องสิทธิแห่งที่พิพาทอีก เพราะเป็นการฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ โดยเหตุว่าที่พิพาทนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่นายทอง พัฒน์ช่วย ชนะคดี นายครกกับพวกโจทก์มาแล้ว และที่ดินรายนี้นายทองจำเลยร่วมได้ขายให้แก่นางเฟื้อ พ่วงแสง ภริยาสิบตำรวจเอกสุทัศน์จำเลย ฐานะของสิบตำรวจเอกสุทัศน์ แม้จะไม่ใช่คู่สัญญาซื้อขายที่แปลงนี้โดยตรงกับนายทองจำเลยร่วมก็จริง แต่สิบตำรวจเอกสุทัศน์เป็นสามีนางเฟื้อ พ่วงแสง คู่สัญญาซื้อขายกับนายทองจำเลยร่วม ก็มีสิทธิเป็นเจ้าของร่วมในที่แปลงนี้กับนางเฟื้อภริยาด้วย เมื่อในคดีนี้นายทอง พัฒน์ช่วย ถูกเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ทั้งสิบตำรวจเอกสุทัศน์และนายทอง พัฒน์ช่วย ย่อมชอบที่จะอ้างสิทธิอันมีมาก่อนมาเป็นข้อต่อสู้ได้โดยชอบ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1096/2511 นายครก ปูนิน กับพวกรวม 3 คน โจทก์ สิบตำรวจเอกสุทัศน์ พ่วงแสง ล. นายทอง พัฒน์ช่วย จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายครก ปูนิน กับพวกรวม 3 คน · ล. - สิบตำรวจเอกสุทัศน์ พ่วงแสง · จำเลยร่วม - นายทอง พัฒน์ช่วย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ใหญ่ ศาลยาชีวิน · จิตติ ติงศภัทิย์ · ถาวร หุตะโกวิท
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพัทลุง - นายเอก ณ นคร · ศาลอุทธรณ์ - นายสุธรรม วรรณแสง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 795/2543ฎีกา 988/2485ฎีกา 609/2526ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 9577/2552ฎีกา 2057/2529ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1030/2509ฎีกา 602/2488ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2345/2540ฎีกา 643/2497ฎีกา 8119/2540ฎีกา 6868/2541ฎีกา 1775/2512ฎีกา 1123/2487ฎีกา 560/2529ฎีกา 1592/2521ฎีกา 3190/2530ฎีกา 4470/2543ฎีกา 218/2481ฎีกา 265/2534ฎีกา 4564/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา