คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1404/2511
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองทรัพย์สินของบุคคลหนึ่งโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนนั้น หากต่อมาได้ตกลงยกทรัพย์สินนั้นให้แก่บุคคลอื่น การครอบครองเพื่อตนย่อมสิ้นสุดลง และเริ่มนับหนึ่งใหม่เมื่อมีการครอบครองแทนบุคคลอื่นนั้น หากผู้รับยกให้ได้ถอนการยกให้ บุคคลนั้นย่อมกลับมาครอบครองเพื่อตนอีกครั้ง และสิทธิในการฟ้องร้องคดีจะขาดเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่เริ่มการครอบครองเพื่อตนนั้น
ย่อคำพิพากษา
จำเลยให้การว่าที่นาที่สวนเป็นของจำเลยได้มาโดยรับมรดกจากบิดามารดา บิดาตายมาประมาณ 16 ปีแล้ว จำเลยครอบครองแต่ผู้เดียวตลอดมา เป็นคำให้การที่แสดงข้อต่อสู้ถึงสิทธิครอบครองและสิทธิฟ้องร้องแล้ว ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1375
จำเลยครอบครองที่พิพาทมาแต่ฝ่ายเดียว เมื่อจำเลยตกลงทำบันทึกแบ่งที่พิพาทให้โจทก์ การครอบครองของจำเลยจึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ด้วย แต่ภายหลังจำเลยได้ขอถอนการยกให้ดังกล่าว ถือได้ว่า จำเลยได้ครอบครองเพื่อตนแต่นั้นมา โจทก์เพิ่งมาฟ้องคดีเมื่อพ้นหนึ่งปี ย่อมขาดสิทธิฟ้องร้อง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑, ๒ นายแพงสามีโจทก์ที่ ๓ จำเลยและนายหวัน เป็นบุตรนายโคตรนางจันดา นางจันดาตายก่อน นายโคตรตายเมื่อ ๕ ปีมานี้ เดือนกรกฎาคม ๒๕๐๕ โจทก์จำเลยตกลงแบ่งที่นาที่สวนมรดกของนายโคตร แล้วได้ครอบครองเป็นส่วนสัด นายแพงตายโจทก์ที่ ๓ รับมรดกต่อมา เมื่อเดือน ๖ พ.ศ. ๒๕๐๗ จำเลยบุกรุกถอนหลักเขต ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่พิพาท ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่นาที่สวนรายพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง
จำเลยต่อสู้ว่า ที่นาที่สวนเป็นของจำเลยได้รับมรดกจากบิดามารดาบิดาตายมา ๑๖ ปีแล้ว จำเลยครอบครองแต่ผู้เดียวตลอดมา จำเลยไม่เคยตกลงแบ่งให้โจทก์ หากมีข้อตกลงที่อำเภอก็เป็นกลฉ้อฉลโจทก์เคยฟ้องจำเลยมาครั้งหนึ่งแล้ว ฟ้องใหม่ไม่ได้เป็นฟ้องซ้ำ
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่คดีไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ได้ครอบครองที่พิพาทเป็นส่วนสัด พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อได้ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสาร จ.๑ก็ต้องถือว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ เจ้าพนักงานที่ดินและผู้ใหญ่บ้านได้ไปแบ่งแยกปักหลักเขตไว้ ฟังได้ว่าโจทก์ได้แสดงการเป็นเจ้าของครอบครองที่ส่วนของตนแล้ว จำเลยเข้าครอบครองเสียทั้งหมด ไม่ยอมให้โจทก์ตามข้อตกลง โจทก์มีสิทธิฟ้อง พิพากษากลับว่าที่พิพาทตามบันทึกข้อตกลงและตามแผนที่ท้ายฟ้อง ซึ่งระบุส่วนของโจทก์ เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยยื่นคำให้การว่า ที่นาที่สวนเป็นของจำเลยได้มาโดยรับมรดกจากบิดามารดา บิดาตายมาประมาณ ๑๖ ปีแล้วจำเลยครอบครองแต่ผู้เดียวตลอดมา เป็นการแสดงข้อต่อสู้ถึงสิทธิครอบครองและสิทธิฟ้องร้องแล้ว ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕
ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยได้ครอบครองที่พิพาทมาเกินกว่า ๑ ปีหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า นางจันดามารดาโจทก์จำเลยได้ตายไปก่อนส่วนนายโคตรบิดาโจทก์จำเลยได้ถึงแก่ความตายมา ๑๖ ปีแล้ว วันที่๘ พฤษภาคม ๒๔๙๘ จำเลยได้แจ้งการครอบครองที่นารายพิพาท และจำเลยกับนายวันได้แจ้งการครอบครองที่สวนรายพิพาทไว้ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม๒๕๐๕ จำเลยได้ตกลงแบ่งที่รายพิพาททั้ง ๒ แปลงให้แก่นายวันและฝ่ายโจทก์ การครอบครองของจำเลยจึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ด้วยแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๐๖ จำเลยได้ไปขอถอนการยกให้ จึงถือได้ว่าจำเลยได้ครอบครองเพื่อตนแต่นั้นมา ทั้งต่อมาเจ้าพนักงานยังได้แจ้งให้โจทก์กับพวกทราบ โจทก์ได้ยื่นฟ้องครั้งแรกเมื่อวันที่๒๑ สิงหาคม ๒๕๐๗ แต่ศาลพิพากษายกฟ้อง ไม่เป็นเหตุให้การครอบครองของจำเลยสะดุดหยุดลง โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้ใหม่เมื่อวันที่ ๙เมษายน ๒๕๐๘ โดยจำเลยได้ครอบครองที่พิพาทเพื่อตนมาฝ่ายเดียวคดีโจทก์จึงขาดสิทธิฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๗๕
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1404/2511
นายแดง ศรศรี ที่ 1 นายโส ศรศรี ที่ 2 นางเมือง ศรศรี ที่ 3 โจทก์
นายฝั้น ศรศรี จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายแดง ศรศรี ที่ 1 นายโส ศรศรี ที่ 2 นางเมือง ศรศรี ที่ 3 · จำเลย - นายฝั้น ศรศรี |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วงษ์ วีระพงศ์ · โชค จารุจินดา · บัญญัติ สุขารมณ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายไพจิตร วิเศษโกสิน · ศาลอุทธรณ์ - นายพยุง วัฒนสิงหะ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา