คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1741/2511
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทมีผลบังคับถึงบริวารจำเลยทุกคน แม้บริวารจะอ้างว่าห้องแถวที่ปลูกในที่ดินพิพาทหลุดเป็นสิทธิของตนแล้วก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทแล้ว คำพิพากษานี้ย่อมมีผลบังคับถึงบริวารจำเลยด้วย แม้ห้องแถวซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทจะหลุดเป็นสิทธิของบุคคลอื่นก็ตาม บริวารจำเลยก็ยังมีหน้าที่ออกไปจากที่พิพาท และโจทก์ย่อมมีอำนาจบังคับให้บริวารจำเลยออกจากที่พิพาทตามคำพิพากษาของศาลได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยกับบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกจำเลยกับบริวารมาสอบถามถึงเหตุที่ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ส่งหมายให้บริวารจำเลยได้บางคน ถึงวันนัด บริวารจำเลย๓ คน มาศาล และแถลงว่าไม่ใช่บริวารของจำเลย
ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้ว มีคำสั่งว่านายเช่งน่ำ นายบักเว้งและนายทองสุข เป็นบริวารของจำเลย ไม่มีสิทธิอื่นใดที่จะอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์ จึงให้บุคคลทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินของโจทก์
บริวารจำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ฟังว่า บุคคลทั้งสามเป็นบริวารของจำเลย แต่เห็นว่าที่ศาลชั้นต้นสั่งให้บุคคลทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างยังไม่ชอบพิพากษาแก้ โดยไม่บังคับให้บุคคลทั้งสามต้องรื้อสิ่งปลูกสร้างด้วย
บริวารจำเลยทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ บุคคลทั้งสามได้เคยแถลงรับต่อศาลว่าเป็นบริวารของจำเลยจริง และจะออกจากที่พิพาท บัดนี้ ศาลฎีกาได้พิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว บริวารทั้งสามกลับปฏิเสธว่าไม่ใช่บริวารของจำเลย แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้เช่าจากวัด เช่นนี้เห็นว่า ที่บริวารจำเลยทั้งสามคนนี้คงอยู่ในห้องพิพาทนั้นได้อยู่ในฐานะเป็นบริวารของจำเลยตลอดมา หาใช่อยู่ในฐานะเป็นผู้เช่าจากวัดไม่ สัญญาเช่าที่พิพาทเพื่อจะปลูกตึกแถวนั้น เป็นคนละเรื่องกับคดีนี้ สัญญานั้นจะผูกมัดวัดหรือไม่ ยังเป็นปัญหาโต้เถียงอยู่ แม้บริวารของจำเลยจะชนะคดีเรื่องนั้นในที่สุด ก็ไม่เป็นเหตุให้คำพิพากษาของคดีนี้เปลี่ยนแปลงแต่ประการใด คดีนี้คู่ความมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาและบริวารของจำเลยทั้งสามก็อยู่ในข่ายที่จะต้องปฏิบัติด้วย ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า บริวารจำเลยทั้งสามคนนี้ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่พิพาทต่อไป จึงชอบแล้ว
ข้อที่บริวารจำเลยฎีกาว่า บัดนี้ ห้องแถวพิพาทตกเป็นของหลวงยุทธสารประสิทธิแล้ว วัดหรือกรมการศาสนาไม่มีอำนาจในห้องแถวนี้แล้วจึงไม่มีอำนาจขับไล่บริวารจำเลยออกจากห้องแถวได้นั้น เห็นว่าเดิมบุคคลทั้งสามเช่าห้องแถวจากจำเลย บุคคลทั้งสามจึงอยู่ในฐานะบริวารของจำเลย เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาทแล้วคำพิพากษานี้ก็ย่อมมีผลบังคับถึงบริวารจำเลยด้วยการที่บริวารจำเลยยังคงอยู่ในห้องแถว ก็ย่อมถือได้ว่าจำเลยคงอยู่ในที่พิพาท แม้ห้องแถวจะหลุดเป็นสิทธิของหลวงยุทธสารประสิทธิแล้ว บริวารจำเลยก็ยังมีหน้าที่ออกไปจากที่พิพาท โจทก์จึงมีอำนาจบังคับให้บริวารจำเลยออกจากที่พิพาทตามคำพิพากษาของศาลได้ ฎีกาของบริวารจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1741/2511
กรมการศาสนา โดยนายฟุ้ง ศรีวิจารณ์ อธิบดี โจทก์
นายเช่งน่ำ แซ่โก นายบักเว้ง แซ่ลิ้ม
นายทองสุข ศรัทธาคม บริวารจำเลย
นายสง่า มหามิตร์ ที่ 1 นางสังวาลย์ มหามิตร์ ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - กรมการศาสนา โดยนายฟุ้ง ศรีวิจารณ์ อธิบดี · แซ่ลิ้ม - นายเช่งน่ำ แซ่โก นายบักเว้ง · บริวารจำเลย - นายทองสุข ศรัทธาคม · จำเลย - นายสง่า มหามิตร์ ที่ 1 นางสังวาลย์ มหามิตร์ ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ศริ มลิลา · สุธี โรจนธรรม · เสลา หัมพานนท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายเฉลิม กรทุกกะณะ · ศาลอุทธรณ์ - นายธำรง สุนทรกุล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา