คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1747/2511
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาในคดีที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้วเพื่อโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดีนั้น หาได้ไม่ หากบุคคลภายนอกมีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว ควรฟ้องเป็นคดีใหม่เพื่อพิสูจน์สิทธิของตน.
ย่อคำพิพากษา
ทรัพย์ซึ่งคู่ความในฐานะทายาทพิพาทกันอ้างว่าเป็นมรดกของผู้ตาย และคู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันให้ขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งกันในระหว่างคู่ความ ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ในชั้นบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์เพื่อปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ บุคคลภายนอกจะร้องขอเข้ามาในคดีอ้างว่ามีส่วนเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ขายทอดตลาดอยู่ครึ่งหนึ่ง และขอรับเงินส่วนแบ่งจากการขายทอดตลาดโดยคู่ความเดิมไม่ยินยอม หาได้ไม่ เพราะเป็นกรณีที่บุคคลภายนอกนั้นตั้งประเด็นขึ้นใหม่พิพาทกับคู่ความเดิมเกี่ยวกับทรัพย์ซึ่งศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว
หากบุคคลภายนอกมีสิทธิในทรัพย์ที่ขายทอดตลาดอย่างไรหรือถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายประการใด ก็ชอบที่จะฟ้องร้องเป็นคดีใหม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ โจทก์จำเลยพิพาทกันเรื่องทรัพย์มรดกของนางปุกมารดาผู้ร้องสอดซึ่งเป็นน้องของโจทก์จำเลยได้ขอเข้าเป็นจำเลยร่วมในที่สุดได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ให้เอาทรัพย์มรดกซึ่งมีอยู่ ๒ รายการออกขายทอดตลาด ได้เงินเท่าใดหักไว้เป็นค่าทำศพมารดาก่อน ที่เหลือให้แบ่งกันคนละส่วน ศาลพิพากษาตามยอมนั้นแล้วและได้จัดการขายทอดตลาดทรัพย์มรดก ๒ รายการ รายการหนึ่งหรือที่ดินตราจองเลขที่ ๑๓๐ มีชื่อนางปุกเป็นเจ้าของ ขายได้เงิน ๖๕,๐๐๐ บาท
ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องว่า ที่ดินตราจองดังกล่าวเป็นของบิดามารดาผู้ร้อง ต่อมาเป็นมรดกตกทอดแก่นางปุกและผู้ร้องคนละครึ่ง นางปุกตายส่วนของนางปุกตกได้แก่โจทก์จำเลยและผู้ร้องสอด ผู้ร้องได้ร่วมครอบครองมา ผู้ร้องมีสิทธิในเงินที่ขายทอดตลาดหลังจากหักค่าธรรมเนียมแล้วครึ่งหนึ่ง ขอให้จ่ายเงินแก่ผู้ร้อง
โจทก์จำเลยและผู้ร้องสอดคัดค้านว่า ที่ดินเป็นของนางปุกคนเดียวผู้ร้องไม่มีสิทธิ
ศาลชั้นต้นงดไต่สวนคำร้อง และมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิจะขอให้ศาลกันส่วนของผู้ร้องไว้ เมื่อผู้ร้องอ้างว่ามีสิทธิในทรัพย์มรดกที่ศาลขายทอดตลาดประการใดก็ชอบที่จะไปดำเนินคดีใหม่ ให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ประเด็นที่พิพาทกันในระหว่างคู่ความเดิมศาลชั้นต้นได้พิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุดจนกระทั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินมรดกขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินมาแบ่งกันตามสัญญาแล้ว ผู้ร้องเพิ่งมาร้องว่ามีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินที่ศาลขายทอดตลาดครึ่งหนึ่ง และขอให้ศาลไต่สวนนั้น ไม่อาจทำได้ เพราะเป็นกรณีที่ผู้ร้องตั้งประเด็นขึ้นใหม่พิพาทกับโจทก์จำเลยและผู้ร้องสอด และศาลจะแก้ไขคำพิพากษาคดีนี้ซึ่งถึงที่สุดแล้วหาได้ไม่เมื่อผู้ร้องอ้างว่ามีสิทธิในที่ดินที่ศาลได้ขายทอดตลาดไปอย่างไร หรือผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายประการใด ก็ชอบที่จะฟ้องร้องโจทก์จำเลยและผู้ร้องสอดเป็นคดีใหม่หาไม่คำพิพากษาของศาลแต่ละคดีจะไม่มีเวลายุติลงได้ ที่ศาลล่างงดไต่สวนและสั่งยกคำร้องชอบแล้ว
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1747/2511
นางสาวเอ่ง ศิริไทย โจทก์
นางสาวผิน ศิริไทย จำเลย
นางสาวล้วน ศิริไทย ที่ 1 นางสาวเลี้ยง
ศิริไทย ที่ 2 นายเชียง ศิริไทย ที่ 3 ผู้ร้องสอด
นางสาวเต๊า จีนเซ็ง โดยนายเจริญ จำปาถิ่น
ผู้รับมอบอำนาจ ผู้ร้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางสาวเอ่ง ศิริไทย · จำเลย - นางสาวผิน ศิริไทย · นางสาวเลี้ยง - นางสาวล้วน ศิริไทย ที่ 1 · ผู้ร้องสอด - ศิริไทย ที่ 2 นายเชียง ศิริไทย ที่ 3 · จำปาถิ่น - นางสาวเต๊า จีนเซ็ง โดยนายเจริญ · ผู้ร้อง - ผู้รับมอบอำนาจ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชิต บุณยประภัศร · จินตา บุณยอาคม · แสวง ลัดพลี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายปรีชา วิลาวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายสัญชัย สัจจวานิช |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา