คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 848-850/2511
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลหนึ่งนำเงินมาให้บุคคลอีกคนหนึ่งนำไปเป็นทุนในการประกอบธุรกิจ โดยตกลงจะแบ่งผลกำไรและดอกเบี้ยให้ ถือเป็นการเข้าร่วมลงทุน ไม่ใช่การรับมอบการครอบครองทรัพย์สินไว้ อันจะมีความผิดฐานยักยอก
ย่อคำพิพากษา
จำเลยชักชวนผู้เสียหายให้นำเงินมาให้จำเลยนำไปเป็นทุนซื้อข้าวสารมากักตุนไว้ขายให้ตำรวจ และให้ตำรวจกู้และจะแบ่งผลกำไรและดอกเบี้ยให้ ผู้เสียหายตกลงด้วย จึงมอบเงินให้ไป ดังนี้ เป็นเรื่องการเข้ารวมทุนกันให้จำเลยจัดการหาผลประโยชน์เสมือนหนึ่งเป็นเงินของจำเลยเองกรณีไม่เรียกว่าจำเลยรับมอบครอบครองทรัพย์ผู้เสียหายไว้ อันจะเข้าเกณฑ์เป็นความผิดฐานยักยอก
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีทั้งสามสำนวนศาลรวมพิจารณาพิพากษา โดยโจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยในข้อหาฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ โดยสองสำนวนแรกกล่าวหาว่าจำเลยรับราชการเป็นสมุหบัญชีกองกำกับการตำรวจภูธร บังอาจทุจริตหลอกลวงนายอ๋า วนิชศรี ชักชวนให้นำเงินมาให้จำเลยลงทุนซื้อข้าวสารมากักตุนไว้ขายให้ตำรวจ และจะแบ่งกำไรให้ครึ่งหนึ่งโดยการหลอกลวงเป็นเหตุให้จำเลยได้เงินไปจากผู้เสียหาย ๑๕,๐๐๐ บาทและสำนวนหลังจำเลยบังอาจทุจริตหลอกลวงนายใช้หรือสันทนะ เหลืองธานีชักชวนให้นำเงินมาให้จำเลยเพื่อนำออกให้ตำรวจกู้ และจะแบ่งดอกเบี้ยให้ครึ่งหนึ่ง โดยการหลอกลวงเป็นเหตุให้จำเลยได้เงินไปจากผู้เสียหาย ๑๕,๐๐๐ บาท ทั้งนี้โดยจำเลยบังอาจทุจริตหลอกลวงเพื่อได้ไปซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว หรือมิฉะนั้นได้รับมอบเงินจำนวนดังกล่าวไว้แล้ว บังอาจเบียดบังไว้เป็นของตนโดยทุจริตขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๕๒ และให้คืนหรือใช้ทรัพย์จำนวนที่จำเลยรับไปแก่เจ้าทรัพย์ และให้นับโทษต่อกัน
จำเลยให้การปฏิเสธทุกสำนวน
ศาลชั้นต้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์ในข้อหาฉ้อโกงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด เพราะไม่กล่าวว่าความจริงเป็นอย่างไรแต่ฟังว่าจำเลยได้รับเงินไว้จากผู้เสียหายและเบียดบังไว้โดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานยักยอก พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ ให้จำคุกจำเลยสำนวนและมีกำหนด๖ เดือน รวมเป็นโทษจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งสอง
จำเลยอุทธรณ์ทั้งสามสำนวน
ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เป็นการลงทุนร่วมกันหาผลประโยชน์เข้าลักษณะเป็นหุ้นส่วนกัน เมื่อจำเลยไม่คืนทุนหรือผลกำไรจึงเป็นเรื่องผิดสัญญา แม้จำเลยจะปฏิเสธว่าไม่ได้รับเงินก็ยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต ทั้งข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ชัดว่า จำเลยได้รับเงินจากผู้เสียหายไปจริงหรือไม่ พิพากษากลับโดยให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายทั้งสองได้มอบเงินแก่จำเลยจริง เหตุที่นายอ๋าผู้เสียหายมอบเงินให้จำเลย ก็เพราะต้องการผลกำไรที่จำเลยจะแบ่งให้จากการขายข้าวสารให้ตำรวจส่วนรายนายใช้ผู้เสียหายก็เพื่อได้รับแบ่งปันดอกเบี้ยที่จำเลยจะนำเงินออกให้ตำรวจกู้ พฤติการณ์เป็นเรื่องเข้ารวมทุนกับจำเลยสุดแต่จำเลยจะนำไปจัดการหาประโยชน์เสมือนหนึ่งเป็นทุนของจำเลยเอง จึงไม่เรียกว่าจำเลยได้รับมอบให้ครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหายอันจะเข้าเกณฑ์เป็นความผิดฐานยักยอก
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 848 - 850/2511
พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี โจทก์
ร้อยตำรวจโทฟ้อย ธนะนิมิตร จำเลย
(รวม 3 สำนวน)
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี · จำเลย - ร้อยตำรวจโทฟ้อย ธนะนิมิตร · สำนวน) - (รวม 3 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สว่าง ภูวะปัจฉิม · สวิง ลัดพลี · จินตา บุณยอาคม |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดปทุมธานี - นายพิพัฒน์ จักรางกูร · ศาลอุทธรณ์ - นายประสาท สุคนธมาน |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา