⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 22267/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22267/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การร้องทุกข์ไม่จำเป็นต้องมีแบบแผนที่ตายตัว เพียงแต่แสดงเจตนาให้ดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำผิดก็เพียงพอแล้ว การที่บุคคลหนึ่งครอบครองทรัพย์สินที่ตนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อื่น และไม่ยอมคืนทรัพย์สินนั้นแก่ผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมเมื่อถูกทวงถาม ถือเป็นการยักยอกทรัพย์

ย่อคำพิพากษา

กฎหมายมิได้กำหนดรูปแบบของการร้องทุกข์ว่าต้องดำเนินการอย่างไร การที่โจทก์ร่วมแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่า ประสงค์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย และพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำโจทก์ร่วมไว้ จึงถือว่าเป็นการร้องทุกข์แล้ว แม้พนักงานสอบสวนไม่ได้บันทึกการมอบคดีความผิดอันยอมความไว้ก็ตาม พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้อง โจทก์ร่วมมอบเงินให้จำเลยไว้ใช้จ่ายร่วมกันในครอบครัว การที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ร่วมเป็นชาวต่างชาติไม่สามารถเปิดบัญชีได้ จำเลยจึงเปิดบัญชีและฝากเงินในชื่อของจำเลยเพียงคนเดียว ถือได้ว่าจำเลยครอบครองเงินที่โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เมื่อโจทก์ร่วมบอกให้จำเลยคืนเงินแต่จำเลยไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเบียดบังยักยอกเอาเงินซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปเป็นของตนโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอก หาใช่เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้นไม่ แต่เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกันในเงินดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเพียงกึ่งหนึ่งในเงินจำนวนดังกล่าวเท่านั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.43 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.44 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.123 ประมวลกฎหมายอาญา ม.1 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนเงิน 450,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายไบรอัน ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 450,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2550 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย รู้จักจำเลยและอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ต่อมาโจทก์ร่วมซื้อที่ดินที่อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมาและปลูกสร้างบ้านอยู่กับจำเลย ประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2550 โจทก์ร่วมต้องเดินทางกลับประเทศอังกฤษ ต่อมาจำเลยได้รับเงินตามฟ้องจากโจทก์ร่วม และเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2550 จำเลยนำเงินดังกล่าวฝากธนาคารในนามของจำเลย เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามจำเลยไม่ยินยอมคืนเงินให้แก่โจทก์ร่วม และไม่กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ร่วมอีก วันที่ 27 ธันวาคม 2550 โจทก์ร่วมไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้ติดตามจำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวมาคืน แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ ต่อมาวันที่ 11 มกราคม 2551 โจทก์ร่วมจึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาฐานยักยอกทรัพย์เงินจำนวนดังกล่าวของโจทก์ร่วมไปเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ จำเลยแก้ฎีกาโดยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเนื่องจากไม่มีหลักฐานว่าโจทก์ร่วมได้มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลย ซึ่งเป็นคดีความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสูงศักดิ์ พนักงานสอบสวนว่า เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2550 ขณะที่พยานปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน โจทก์ร่วมมาแจ้งว่าถูกจำเลยซึ่งเป็นภริยายักยอกเงินไป 450,000 บาท ขอให้เรียกจำเลยมาเพื่อเจรจาตกลงกัน ต่อมาวันที่ 11 มกราคม 2551 โจทก์ร่วมมาพบพยานอีกครั้งหนึ่งแจ้งว่าประสงค์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย พยานจึงสอบปากคำผู้เสียหายไว้ หลังจากนั้นได้มีหนังสือขอเอกสารทางบัญชีจากธนาคาร และมีคำสั่งแจ้งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าว และธนาคารได้รับแจ้งการอายัดไว้แล้ว เห็นว่า การร้องทุกข์นั้น กฎหมายมิได้กำหนดรูปแบบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร ดังนี้ การที่โจทก์ร่วมมาแจ้งต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 11 มกราคม 2551 ว่า ประสงค์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ และพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำโจทก์ร่วมไว้ดังกล่าว จึงถือว่าเป็นการร้องทุกข์แล้ว แม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้ทำบันทึกการมอบคดีความผิดอันยอมความไว้ก็ตาม พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้อง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยเบียดบังยักยอกเอาเงินของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริตตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเบิกความเป็นพยานว่า หลังจากโจทก์ร่วมอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยแล้ว โจทก์ร่วมได้ออกเงินซื้อที่ดินและปลูกสร้างบ้านโดยใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เนื่องจากโจทก์ร่วมไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ ต่อมาหลังจากโจทก์ร่วมเดินทางจากประเทศอังกฤษกลับมาประเทศไทย เมื่อวันที่17 ธันวาคม 2550 โจทก์ร่วมได้มอบเงิน 400,000 บาท กับเงินที่เหลือจากการตกแต่งบ้านอีก 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 450,000 บาท ให้จำเลยนำไปฝากธนาคารในชื่อบัญชีโจทก์ร่วมร่วมกับจำเลยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายร่วมกัน แต่จำเลยอ้างว่าโจทก์ร่วมเป็นชาวต่างชาติไม่สามารถเปิดบัญชีได้ จำเลยจึงเปิดบัญชีและฝากเงินในชื่อของจำเลยเพียงคนเดียว ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2550 โจทก์ร่วมทราบว่าโจทก์ร่วมสามารถเปิดบัญชีเงินฝากได้เอง จึงเปิดบัญชีเงินฝากในชื่อของโจทก์ร่วม หลังจากนั้นโจทก์ร่วมบอกจำเลยให้นำเงิน 450,000 บาท ซึ่งอยู่ในบัญชีของจำเลยนำเข้าบัญชีของโจทก์ร่วม แต่จำเลยผัดผ่อนเรื่อยมาอ้างว่าจะไปดำเนินการให้ในวันรุ่งขึ้น แต่สุดท้ายจำเลยไม่ยอมโอนเงินให้แก่โจทก์ร่วม หลังจากนั้นจำเลยได้หนีออกจากบ้านไป ไม่กลับมาที่บ้านอีก โจทก์ร่วมโทรศัพท์บอกให้จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์ร่วม แต่จำเลยปิดโทรศัพท์ไม่ยอมพูดคุยด้วย โจทก์ร่วมจึงไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยอีก จากคำเบิกความของโจทก์ร่วมโดยมีนางบัวเผื่อน ญาติของจำเลย พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่งเบิกความสนับสนุนว่าโจทก์ร่วมมอบเงินเข้าบัญชีของจำเลยเนื่องจากเข้าใจว่าชาวต่างชาติไม่สามารถเปิดบัญชีได้ อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ประสงค์ที่จะมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลยทั้งหมดเพียงคนเดียว โจทก์ร่วมยังประสงค์ที่จะนำเงินฝากมาใช้จ่ายร่วมกันในส่วนของโจทก์ร่วมด้วย แต่เมื่อจำเลยอ้างว่าโจทก์ร่วมเป็นชาวต่างชาติไม่สามารถเปิดบัญชีได้ ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อ ดังนั้น การที่จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากในชื่อของจำเลยเพียงคนเดียวจึงถือได้ว่าจำเลยครอบครองเงินตามฟ้องที่โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ว่าหลังจากโจทก์ร่วมบอกให้จำเลยคืนเงินและนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเข้าบัญชีของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยผัดผ่อนเรื่อยมา ไม่ยอมโอนเงินให้แก่โจทก์ร่วมและหาเหตุหนีออกจากบ้านไป ไม่ยอมกลับมาอยู่กับโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมโทรศัพท์ให้จำเลยคืนเงิน จำเลยก็ปิดเครื่องโทรศัพท์ไม่ยอมพูดคุยด้วย อันส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะเอาเงินดังกล่าวเป็นของจำเลยคนเดียวทั้งหมด ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลังเกิดเหตุ 3 ถึง 4 เดือน จำเลยก็ได้แต่งงานใหม่กับสามีคนไทย การที่จำเลยอยู่กินกับโจทก์ร่วมก็เพียงเพื่อต้องการได้ผลประโยชน์จากโจทก์ร่วมเท่านั้น เมื่อโจทก์ร่วมขอให้จำเลยโอนเงินที่ฝากไว้ในชื่อจำเลยเข้าบัญชีของโจทก์ร่วม จำเลยก็บ่ายเบี่ยงหาทางเลิกกับโจทก์ร่วมโดยหนีออกจากบ้านไม่มาอยู่กับโจทก์ร่วมเพื่อไม่ต้องการคืนเงินให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อเงินในบัญชีเงินฝากในชื่อของจำเลยเป็นเงินของโจทก์ร่วมและจำเลยร่วมกัน จำเลยได้ถอนเงินของโจทก์ร่วมไปและไม่ยอมถอนเงินคืนให้แก่โจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเบียดบังยักยอกเอาเงินซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวมไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานยักยอกตามที่โจทก์ฟ้อง หาใช่เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้นไม่ ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ร่วมมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยไว้ใช้อะไรก็ได้ จำเลยก็เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องภายในครอบครัวระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย ทั้งการลงโทษจำคุกจำเลยในระยะสั้นไม่เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวมและไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้โดยให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงิน 450,000 บาท แก่โจทก์ร่วม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินที่โจทก์ร่วมมอบให้จำเลยไว้ใช้จ่ายร่วมกันในครอบครัว โจทก์ร่วมและจำเลยจึงเป็นเจ้าของร่วมกันในเงินดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเพียงกึ่งหนึ่งของเงินจำนวนดังกล่าวเท่านั้น พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 3 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยคืนเงิน 225,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22267/2555 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครราชสีมา โจทก์ นายไบรอัน ฟิลลิป โจทก์ร่วม นางสาวสุภาพรหรืออ้อ ห้วยสำโรง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครราชสีมา · โจทก์ร่วม - นายไบรอัน ฟิลลิป · จำเลย - นางสาวสุภาพรหรืออ้อ ห้วยสำโรง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นิพนธ์ ใจสำราญ · ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล · สุรทิน สาเรือง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงนครราชสีมา - นายนิวัฒน์ ปิ่นสุวรรณ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.8643/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 888/2490ฎีกา 8080/2538ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 18654/2555ฎีกา 7201/2568ฎีกา 831/2532ฎีกา 5702/2533ฎีกา 1813/2531ฎีกา 10552/2553ฎีกา 2386/2541ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 920/2480ฎีกา 2027/2536ฎีกา 954/2502ฎีกา 183/2526ฎีกา 584/2519ฎีกา 4018/2542ฎีกา 13195/2556ฎีกา 1243/2545ฎีกา 4259/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา