⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 15248-15249/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15248-15249/2557

ป.อาญา ม.78, 90, 91 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.2, 192, 215 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างและได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษา ไม่ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยของโจทก์ ซึ่งพนักงานมหาวิทยาลัยดังกล่าวคือ พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดคำนิยามของ "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" ว่า หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้ทำงานในสถาบันอุดมศึกษา โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งความหมายของ "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" ตามกฎหมายฉบับนี้แตกต่างจากความหมายของ "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" ตามกฎหมายฉบับเดียวกัน กล่าวคือ "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับบรรจุและแต่งตั้งให้รับราชการตาม พ.ร.บ.นี้ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา หากเปรียบเทียบข้อแตกต่างสำคัญแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" เป็นบุคคลที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา จึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วน "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" เป็นบุคคลที่ได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้เป็นพนักงาน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้าราชการ อีกทั้งค่าจ้างหรือค่าตอบแทนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาก็มิใช่เงินเดือนอันมีที่มาจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา แม้ พ.ร.บ.ฉบับนี้จะระบุว่า พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความหมายของพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุนตามข้อ 4 แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิแล้ว ล้วนได้ความตรงกันว่าพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสองประเภทได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหมวดเงินอุดหนุนทั่วไปหรือเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย เมื่อจำเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งมิใช่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาและไม่ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบกับไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับใดกำหนดให้พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาเป็นเจ้าพนักงาน จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. และศาลไม่อาจลงโทษจำเลยในฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147, 157 และ 161 ได้ จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในงานเบิก - จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ตรวจสอบเอกสารเงินยืม ติดตามเงินยืมและตัดยอดเงินยืม ดังนั้น แม้จำเลยจะจัดทำเอกสารเกี่ยวกับงานการเงินในหน้าที่รับผิดชอบของจำเลยไม่ตรงกับความเป็นจริงและใช้หรืออ้างเอกสารดังกล่าวเสนอต่อผู้บังคับบัญชา ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264 ฐานปลอมเอกสาร มาตรา 268 ฐานใช้เอกสารปลอม และมาตรา 137 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน เพราะจำเลยเป็นผู้บันทึกข้อความลงในเอกสารต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยจำเลยมิได้เป็นผู้แจ้งข้อความดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานอื่นแต่อย่างใด เงินตามเช็คเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินของโจทก์ที่ ธ. ในฐานะเลขานุการโครงการต้นกล้าอาชีพทำหนังสือขอให้โจทก์อนุมัติเพื่อนำไปชำระเงินยืมที่โครงการยืมเงินกลางของโจทก์มาใช้จ่าย เงินจำนวนนี้จึงมิใช่เงินส่วนตัวของ ธ. ทั้ง ธ. ก็ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของโจทก์ซึ่งโจทก์จะต้องชำระหนี้ให้แก่ ธ. การที่ ธ. มีชื่อเป็นผู้รับเงินตามเช็ค จึงเป็นกรณีที่ ธ. ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้มีหน้าที่รับเงินตามเช็คแล้วนำไปชำระเงินยืมให้แก่โจทก์ เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของโจทก์ที่ถูกจำเลยเบียดบังไป โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ตาม ป.อ. มาตรา 147 แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ไปในฐานะบุคคลธรรมดาซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 ไว้แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.92 ประมวลกฎหมายอาญา ม.96 ประมวลกฎหมายอาญา ม.137 ประมวลกฎหมายอาญา ม.147 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา ม.161 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91 92, 137, 147, 157, 161 และ 268 ให้จำเลยคืนเงิน 508,780 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้นับโทษของจำเลยในสำนวนหลังต่อจากโทษของจำเลยในสำนวนแรก ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องทั้งสองสำนวน จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำนวน 5 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 15 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในห้า คงจำคุก 12 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 473,350 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกาและให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นพนักงานของโจทก์และได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่การเงิน โดยรับผิดชอบในงานเบิก - จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ตรวจสอบเอกสารเงินยืม ติดตามเงินยืม และตัดยอดเงินยืม ในส่วนของงานเบิก - จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินเพื่อเบิกจ่ายเงินเดือนให้แก่ข้าราชการและพนักงานของโจทก์ โดยจำเลยจัดทำรายการโอนเงินเดือนผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชัยภูมิ เพื่อให้ธนาคารโอนเงินเข้าบัญชีของข้าราชการและพนักงานของโจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิจะได้รับประจำเดือนตุลาคม 2551 เดือนธันวาคม 2551 เดือนพฤษภาคม 2552 และเดือนมิถุนายน 2552 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อปี 2552 โจทก์ได้จัดทำโครงการต้นกล้าอาชีพขึ้นในมหาวิทยาลัย โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สวาสดิ์ หัวหน้าโครงการได้ทำสัญญายืมเงินกลางของมหาวิทยาลัยโจทก์จำนวน 828,390 บาท ไปทดรองจ่ายในโครงการก่อน โจทก์อนุมัติให้ยืมเงินดังกล่าวได้ ต่อมานายชนสิทธิ์ เลขานุการโครงการต้นกล้าอาชีพได้ทำหนังสือถึงโจทก์ขออนุญาตจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน จำนวน 473,350 บาท เพื่อนำไปชำระเงินยืมบางส่วนที่กล่าวแล้วข้างต้น โดยจำเลยลงลายมือชื่อรับทราบในฐานะเจ้าหน้าที่การเงิน หลังจากโจทก์อนุมัติตามคำขอของนายชนสิทธิ์แล้ว จำเลยได้เขียนข้อความในเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่นายชนสิทธิ์ จำนวน 473,350 บาท โดยไม่ได้ขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ออก จากนั้นจำเลยเป็นผู้นำเช็ค ไปเรียกเก็บเงิน ต่อมานายชนสิทธิ์ทำหนังสือแจ้งแก่โจทก์ว่า ยังไม่ได้รับเงินตามเช็คและยังไม่ได้คืนเงินยืมให้แก่โจทก์ โจทก์มีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและทราบว่าจำเลยเป็นผู้เบิกเงินตามเช็คจำนวน 473,350 บาท ไปโดยไม่ได้นำไปล้างเงินยืมให้แก่โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของคู่ความฟังว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยของโจทก์ ซึ่งพนักงานมหาวิทยาลัยดังกล่าวคือ พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดคำนิยามของ "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" ว่า หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้ทำงานในสถาบันอุดมศึกษา โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งความหมายของ "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" ตามกฎหมายฉบับนี้แตกต่างจากความหมายของ "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" ตามกฎหมายฉบับเดียวกัน กล่าวคือ "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับบรรจุและแต่งตั้งให้รับราชการตามพระราชบัญญัตินี้ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา โดยหากเปรียบเทียบข้อแตกต่างสำคัญระหว่าง "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" กับ "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" แล้ว จะเห็นได้ชัดว่า "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" เป็นบุคคลที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา จึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วน "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" เป็นบุคคลที่ได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้เป็นพนักงาน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้าราชการ อีกทั้งค่าจ้างหรือค่าตอบแทนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาก็มิใช่เงินเดือนอันมีที่มาจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา แม้พระราชบัญญัติฉบับนี้จะระบุว่า พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความหมายของพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุนตามข้อ 4 แห่งสำเนาข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ แล้ว ล้วนได้ความตรงกันว่าพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสองประเภทได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหมวดเงินอุดหนุนทั่วไปหรือเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย เมื่อจำเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งมิใช่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาและไม่ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบกับไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับใดกำหนดให้พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาเป็นเจ้าพนักงาน จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาดังที่โจทก์ฎีกาและศาลย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยในฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และ 161 ตามที่โจทก์ฟ้องได้ และเนื่องจากจำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในงานเบิก - จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน ตรวจสอบเอกสารเงินยืม ติดตามเงินยืมและตัดยอดเงินยืม ดังนั้น แม้จำเลยจะจัดทำเอกสารเกี่ยวกับงานการเงินในหน้าที่รับผิดชอบของจำเลยไม่ตรงกับความเป็นจริงและใช้หรืออ้างเอกสารเสนอต่อผู้บังคับบัญชา ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 ฐานปลอมเอกสาร มาตรา 268 ฐานใช้เอกสารปลอมและมาตรา 137 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน เพราะจำเลยเป็นผู้บันทึกข้อความลงในเอกสารต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยจำเลยมิได้เป็นผู้แจ้งข้อความแก่เจ้าพนักงานอื่นแต่อย่างใด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องจำเลยในกรณีจำเลยนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจำนวน 473,350 บาท ได้หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า เช็คสั่งจ่ายให้แก่นายชนสิทธิ์ สิทธิในการรับเงินตามเช็คจึงเป็นของนายชนสิทธิ์ โดยนายชนสิทธิ์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยนำเช็คไปเรียกเก็บเงินจำนวน 473,350 บาท แล้วไม่ได้มอบเงินดังกล่าวให้แก่นายชนสิทธิ์ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยยักยอกเงินของนายชนสิทธิ์มิใช่เงินของโจทก์ โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยได้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า เงินจำนวน 473,350 บาท ตามเช็คเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินของโจทก์ที่นายชนสิทธิ์ในฐานะเลขานุการโครงการต้นกล้าอาชีพทำหนังสือขอให้โจทก์อนุมัติเพื่อนำไปชำระเงินยืมในโครงการต้นกล้าอาชีพที่โครงการยืมเงินกลางของโจทก์มาใช้จ่าย เงินจำนวนนี้จึงมิใช่เงินส่วนตัวของนายชนสิทธิ์ ทั้งนายชนสิทธิ์ก็ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของโจทก์ ซึ่งโจทก์จะต้องชำระหนี้ให้แก่นายชนสิทธิ์ การที่นายชนสิทธิ์มีชื่อเป็นผู้รับเงินตามเช็ค จึงเป็นกรณีที่นายชนสิทธิ์ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้มีหน้าที่รับเงินตามเช็ค แล้วนำไปชำระเงินยืมให้แก่โจทก์ เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของโจทก์ที่ถูกจำเลยเบียดบังไป โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายที่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้และแม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยเบียดบังทรัพย์ของโจทก์ไปในฐานะบุคคลธรรมดาซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 ไว้แล้ว ศาลก็ย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตรา 352 วรรคแรก ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่จำเลยฎีกาต่อไปทำนองว่า เงินเดือนที่โอนเข้าบัญชีของจำเลยเกินกว่าสิทธิที่จำเลยจะได้รับประจำเดือนตุลาคม 2551 เดือนธันวาคม 2551 เดือนพฤษภาคม 2552 และเดือนมิถุนายน 2552 เป็นเงินเดือนของพนักงานและลูกจ้างของโจทก์ ซึ่งเข้าทำงานใหม่และยังไม่ได้เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาชัยภูมิ จำเลยในฐานะเจ้าหน้าที่การเงินจึงแก้ปัญหาด้วยการให้ธนาคารโอนเงินเดือนของพนักงานและลูกจ้างเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย จากนั้นจำเลยได้เบิกถอนเงินแล้วแจ้งให้พนักงานและลูกจ้างมาลงชื่อในสมุดคุมและรับเงินไปครบถ้วน จำเลยจึงมิได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ในตอนเบิกความตอบคำถามค้านของทนายความโจทก์ จำเลยได้ยอมรับว่า อธิการบดีของโจทก์และหัวหน้างานการเงินของจำเลยไม่ว่าเป็นบุคคลใด ๆ ไม่เคยออกหนังสือ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอนุญาตให้จำเลยมีอำนาจรับเงินเดือนแทนพนักงานและลูกจ้างของโจทก์ซึ่งเข้าทำงานใหม่ ทั้งพนักงานและลูกจ้างของโจทก์ก็ไม่เคยมีหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยนำเงินเดือนของตนไปเข้าบัญชีของจำเลย ดังนี้ การที่จำเลยจัดทำเอกสารทางการเงินเพื่อให้ธนาคารโอนเงินงบประมาณของโจทก์ที่จำเลยไม่มีสิทธิได้รับไปเข้าบัญชีของจำเลย จึงเป็นการกระทำโดยพลการโดยปราศจากอำนาจและไม่มีระเบียบหรือกฎหมายใดรองรับ คดีรับฟังได้ว่า จำเลยครอบครองเงินงบประมาณของโจทก์ประจำเดือนตุลาคม 2551 เดือนธันวาคม 2551 เดือนพฤษภาคม 2552 และเดือนมิถุนายน 2552 ไว้ในบัญชีของจำเลยแล้วเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของจำเลยโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก อีก 4 กระทง นอกเหนือจากความผิดฐานยักยอกเงินในโครงการต้นกล้าอาชีพที่วินิจฉัยแล้วข้างต้น ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์โดยอธิการบดีรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2552 การที่โจทก์ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 จึงเป็นเวลาเกิน 3 เดือน คดีโจทก์ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 แล้วนั้น เห็นว่า แม้สำเนาบันทึกข้อความจะรับฟังได้ว่า โจทก์โดยอธิการบดีได้ทราบเรื่องความผิดพลาดในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินประเภทเงินเดือนประจำเดือนมิถุนายน 2552 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 ก็ตาม แต่วันดังกล่าว โจทก์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานผิดพลาดเป็นผู้ใด อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ ต่อมาข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาบันทึกข้อความว่า โจทก์โดยอธิการบดีได้ทราบเรื่องที่จำเลยนำเช็คในโครงการต้นกล้าอาชีพไปเรียกเก็บเงินแล้วไม่นำเงินไปชำระเงินยืมของโจทก์เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2552 ดังนั้น การที่โจทก์ไปร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี จึงไม่เกินระยะเวลา 3 เดือน ตามกฎหมาย คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15248 - 15249/2557 มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โจทก์ นางสาวศิยารัช คำลอยฟ้า จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ · จำเลย - นางสาวศิยารัช คำลอยฟ้า
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์ · สมยศ เข็มทอง · สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นายสุรพล ศุขอัจจะสกุล · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางสาวสิริกานต์ มีจุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ2622/2556

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 9114/2552ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 20/2491ฎีกา 605/2511ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 730/2486ฎีกา 1795/2493ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 239/2484ฎีกา 831/2532ฎีกา 11/2539ฎีกา 5806/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา