⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1603/2512

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1603/2512

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การวิวาทสมัครใจต่อสู้ทำร้ายกันเอง ไม่สามารถอ้างเหตุป้องกันหรือบันดาลโทสะได้ แต่หากถูกรุมทำร้ายจนไม่มีโอกาสเลือกที่สำคัญ อาจไม่ถือว่ามีเจตนาฆ่า

ย่อคำพิพากษา

เมื่อพฤติการณ์เกิดขึ้นเป็นกรณีวิวาทสมัครใจต่อสู้ทำร้ายซึ่งกันและกัน จำเลยจะยกข้อต่อสู้ว่าที่จำเลยกระทำไปนั้นมีลักษณะเป็นการป้องกันหาได้ไม่ และจำเลยจะอ้างว่ากระทำไปด้วยบันดาลโทสะก็ไม่ได้ เพราะจำเลยสมัครใจต่อสู้มาตั้งแต่แรก จำเลยมิได้ถูกฝ่ายผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมก่อน แล้วจำเลยจึงได้ทำร้ายฝ่ายผู้ตาย แต่การที่จำเลยถูกฝ่ายผู้ตายซึ่งมีจำนวนมากกว่าและมีอาวุธดีกว่ารุมทำร้ายจำเลย และการที่จำเลยเหวี่ยงมีดกราดไปมาถูกผู้ตายที่ขมับเพราะผู้ตายโผเข้ามา จำเลยไม่มีโอกาสเลือกแทงผู้ตายให้ถูกที่สำคัญได้ เพราะเป็นการชุลมุนต่อสู้กันหลายคน จะฟังว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายยังไม่ได้ คงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไม่เจตนาเท่านั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.68 ประมวลกฎหมายอาญา ม.72 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.290

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทกฟ์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยที่ ๓ นายเที่ยงและนางสาวสมจิตรอีกฝ่ายหนึ่ง ได้สมัครใจวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน โดยจำเลยที่ ๑ ใช้มีดปลายแปลมแทงทำร้ายนายเที่ยงตายโดยเจตนาฆ่า และแทงนางสาวสมจิตรจนได้รับอันตรายสาหัส และจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ร่วมกันชกต่อยจำเลยที่ ๓ แต่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กาย และจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ใช้ไม้คานกับไม้ฟืนตีทำร้ายนายสวัสดิ์พวกจำเลยที่ ๓ จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายอีกด้วย ส่วนจำเลยที่ ๓ กับพวกได้ร่วมกันใช้มีดเป็นอาวุธฟันและแทงจำเลยที่ ๑ จนได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัสขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมาย มาตรา ๒๙๕,๒๙๗,๒๘๘,๓๙๑ และให้ริบมีดของกลาง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า จำเลยที่ ๑ ใช้มีแทงนายเที่ยง สมประสงค์ ถึงแก่ความตายโดยเจตนาฆ่า และจำเลยที่ ๑ ได้ใช้มีดปลายแหลมแทงนางสาวสมจิตร สมประสงค์ จนได้รับอันตรายสาหัส และจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ได้ใช้ไม้คานกับไม้ฟืนตีนายสวัสดิ์ สมประสงค์ จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย แต่ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ได้ใช้กำลังกายชกต่อยจำเลยที่ ๓ ส่วนจำเลยที่ ๓ ฟังได้ว่าร่วมกับนางสาวสมจิตร สมประสงค์ ใช้มีดฟันและแทงจำเลยที่ ๑ และวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย พิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘,๒๙๕,๒๙๗ แต่ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ซึ่งเป็นกระทงหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑๕ ปี จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมาอาญา มาตรา ๒๙๕ ให้จำคุก ๖ เดือน จำเลยที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ ให้จำคุก ๑ ปี ริบมีดของกลาง ส่วนข้อหาอื่นให้ยก จำเลยที่ ๒ ต้องขังมาพอแก่โจทก์แล้ว ให้ปล่อยตัวไป จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า มิได้สมัครใจเข้าต่อสู้กับนายเที่ยงผู้ตายกับพวก การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกนตัว จำเลยที่ ๑ มิได้มีเจตนาฆ่านายเที่ยงผู้ตาย ไม่มีเจตนาจะทำร้ายนางสาวสมจิตรให้ได้รับอันตรายถึงสาหัส การกระทำของจำเลยเป็นการบันดาลโทสะ ขอให้ยกฟ้องหรือมิฉะนั้นก็ให้ลงโทษน้อยลง จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ว่า จำเลยกระทำไปเพื่อช่วยเหลือป้องกันนายสวัสดิ์สามีของ จำเลย ซึ่งถูกจำเลยที่ ๑ ทำร้าย หรือถ้าฟังว่าจำเลยกระทำผิด ก็ขอให้ลดหย่อนผ่อนโทษหรือรอการลงโทษด้วย ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เป็นกรณีสมัครใจวิวาททำร้ายระหว่างจำเลยที่ ๑ และผู้ตายจำเลยที่ ๑ จึงอ้างสิทธิป้องกันตัวไม่ได้ พิเคราะห์ถึงอาวุธและลักษณะของฐานแผล ฟังว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาฆ่านายเที่ยงผู้ตาย ส่วนในกรณีที่จำเลยที่ ๑ใช้มีดแทงนางสาวสมจิตรได้ชื่อว่าจำเลยที่ ๑ กระทำไปโดยบันดาลโทสะ ส่วนจำเลยที่ ๓ นั้น จะอ้างสิทธิป้องกันตัวไม่ได้ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๑ ผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ และ มาตรา ๒๙๗ ประกอบด้วยมาตรา ๗๒ แต่ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๘๘ ซึ่งเป็นกระทงหนักที่สุด ให้จำคุกมีกำหนด ๑๕ ปี จำเลยที่ ๓ ผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุอันควรบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยคนละ ๑ ใน ๓ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงให้จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑๐ ปี จำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๘ เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ แต่ผู้เดียวฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นกรณีวิวาทสมัครใจต่อสู้ทำร้ายซึ่งกันและกัน จำเลยจะยกข้อสู้ว่า ที่จำเลยที่ ๑ กระทำไปมีลักษณะเป็นการป้องกันหาได้ไม่ และจำเลยที่ ๑ จะอ้างว่ากระทำไปด้วยบันดาลโทสะก็ไม่ได้ เพราะจำเลยที่ ๑ สมัครใจต่อสู้มาตั้งแต่แรก จำเลยที่ ๑ มิได้ถูกฝ่ายผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมก่อน แล้วจำเลยที่ ๑ จึงได้ทำร้ายฝ่ายผู้ตาย แต่การที่จำเลยที่ ๑ ถูกฝ่ายผู้ตายซึ่งมีจำนวนมากกว่าและมีอาวุธดีกว่ารุมทำร้ายจำเลยที่ ๑ และการที่จำเลยที่ ๑ เหวี่ยงมีดกราดไปมาถูกผู้ตายที่ขมับ เพราะผู้ตายโผเข้ามา จำเลยที่ ๑ ไม่มีโอกาสเลือกแทงผู้ตายให้ถูกที่สำคัญได้ เพราะเป็นการชุบมุลต่อสู้กันหลายคน จะฟังว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาฆ่าผู้ตายยังไม่ได้ จำเลยที่ ๑ คงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไม่เจตนา และทำร้ายร่างกายนางสาวสมจิตรได้รับอันตรายถึงสาหัส และทำร้ายนายสวัสดิ์ได้รับอันตรายแก่กายเท่านั้น พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐,๒๙๕,๒๙๗ แต่ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ ซึ่งเป็นบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้มีกำหนด ๙ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษให้จำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๖ ปี นอกจากที่แก้นี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1603/2512 พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร โจทก์ นายเพลิน แดงบำรุง ที่ 1 นายยี่ คงนาสร ที่ 2 นางละม่อม สมประสงค์ ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร · จำเลย - นายเพลิน แดงบำรุง ที่ 1 นายยี่ คงนาสร ที่ 2 นางละม่อม สมประสงค์ ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปันโน สุขทรรศนีย์ · ยง เหลืองรังษี · สว่าง ภูวะปัจฉิม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชุมพร - นายพัลลภ อัจฉะกาญจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 2530/2527ฎีกา 180/2554ฎีกา 226/2529ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 3887/2542ฎีกา 2958/2540ฎีกา 1162/2508ฎีกา 729/2483ฎีกา 235/2499ฎีกา 551/2514ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 1165/2537ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526ฎีกา 1189/2537ฎีกา 110/2513ฎีกา 769-770/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา