⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1803/2512

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1803/2512

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อข้อเท็จจริงที่พิพาทกันในคดีเดิมและคดีใหม่เป็นเรื่องเดียวกัน และโจทก์สามารถแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องในคดีเดิมให้ครอบคลุมข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังได้ การฟ้องคดีใหม่ในเรื่องเดียวกันจึงเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องจำเลยในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินสำนักงาน ก.พ. ให้รับผิดในยอดเงินขาดบัญชีอยู่ในความรับผิดชอบ ระหว่างพิจารณาปรากฏผลการตรวจสอบครั้งหลังว่ายอดเงินขาดบัญชีมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก 9,600 บาท เช่นนี้ โจทก์ชอบที่จะแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนทุนทรัพย์ในฟ้องเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179,180 โจทก์จะฟ้องเป็นคดีใหม่อีกต่างหากในเรื่องเดียวกันนี้เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 173 (1) และปัญหาอำนาจฟ้องเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ฯ ที่ศาลหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.179 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.180 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยโจทก์ที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปสังกัดสำนักงานนายกรัฐมนตรีหรือราชการอื่นซึ่งมิได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงหนึ่งกระทรวงใดโดยเฉพาะ โจทก์ที่ ๒ เป็นส่วนราชการสังกัดโจทก์ที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๙๗ จำเลยรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของสำนักงาน ก.พ. โจทก์ที่ ๒ ตำแหน่งหัวหน้าแผนกและหัวหน้าแผนกเงิน สำนักงานเลขานุการ ระหว่างวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๐๑ ถึงวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๐๖ จำเลยบังอาจทุจริตเบียดบังเงินประเภทเงินยืมรองจ่ายของโจทก์จำนวน ๙,๖๐๐ บาท ซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบเป็นของตน โดยใช้วิธีนำเอกสารใบยืม ๔ ฉบับ ของนายสุธี สิงห์เสน่ห์ และนายบำรุง พินธุวัฒน์ ซึ่งเป็นผู้เบิกความเป็นค่าจ้าง ๓ เดือน จำนวนเงิน ๖,๖๐๐ บาท และค่าภาษีอากรสินค้าขาเข้าจำนวนเงิน ๓,๐๐๐ บาท ซึ่งความจริงผู้ยืมทั้งสองได้จัดการส่งใช้หักล้างเงินยืมทั้งสองจำนวนดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อและสำคัญว่าเงินจำนวนนี้ยังอยู่ที่ผู้ยืมทั้งสอง โจทก์ทราบความทุจริตของจำเลยเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๐๘ ขอให้บังคับจำเลยชำระ จำเลยให้การต่อสู้ว่า ฟ้องขาดอายุความ ซึ่งต้องนับตั้งแต่วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๐๕ และคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยแล้วตามคดีดำที่ ๑๒๗๑/๒๕๐๗ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา จึงเป็นฟ้องซ้ำ ก่อนสืบพยานโจทก์ ศาลสอบถามข้อเท็จจริงได้ว่าความว่า หนี้ตามสำนวนคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องไว้ ในคดีดังกล่าว เพียงแต่แสดงบัญชีให้เห็นว่าเป็นหนี้ที่จำเลยส่งหลักฐานใบยืมแทนตัวเงินซึ่งเป็นความจริงหนี้สองจำนวนในคดีนี้เป็นหนี้ที่มีการส่งใช้เงินแล้ว แต่จำเลยอ้างว่ายังไม่ได้ใช้ โดยกลับเบียดบังเอาไปเสีย ศาลจึงสั่งว่ากรณีไม่ใช่เรื่องฟ้องซ้ำดังจำเลยต่อสู้ พิพากษาว่าคดีไม่ขาดอายุความ และไม่เป็นฟ้องซ้ำ ให้จำเลยใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ และโจทก์ชอบที่จะเพิ่มเติมฟ้องในคดีดำที่ ๑๒๗๑/๒๕๐๗ สำหรับเงินจำนวนตามฟ้องคดีนี้ซึ่งโจทก์คำนวณขาดไป ข้อเท็จจริงได้ความว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบบัญชีสำนักงาน ก.พ. เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๐๕ และตัดยอดถึงวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๐๖ ปรากฏว่าเงินขาดบัญชี จำเลยอ้างว่าลงบัญชีไม่ทันและส่งหลักฐานไม่ได้ ต่อมาได้รวบรวมหลักฐานยอดเงินยืมรองจ่ายมาหักล้างเงินยืมที่ขาดบัญชีได้ร่วม ๔๘ ฉบับ ซึ่งรวมทั้งรายนายสุธีและนายบำรุง จำนวน ๙,๖๐๐ บาท ตามฟ้องนี้ด้วย ซึ่งยังขาดอยู่อีก ๘ หมื่นบาทเศษ โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้รับผิดในเงินที่ขาดนี้ตามคดีดำที่ ๑๒๗๑/๒๕๐๗ ต่อมาวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๐๘ หัวหน้ากองคลังรายงานผลการตรวจสอบบัญชีเงินยืมรองจ่ายว่า รายนายสุธีจำนวน ๖,๖๐๐ บาท และนายบำรุงจำนวน ๓,๐๐๐ บาท ได้มีการชดใช้การยืมแล้ว ซึ่งเลขาธิการ ก.พ.รับทราบเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๐๘ และได้สั่งให้ดำเนินการต่อไป ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อโจทก์ได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดในเงินจำนวน ๘ หมื่นบาทเศษที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจตัดยอกครั้งแรกตามคดีดำที่ ๑๒๗๑/๒๕๐๗ แล้ว และต่อมาได้ปรากฏว่า เงินยืมรองจ่ายรายนายสุธีและนายบำรุงนั้น ความจริงได้มีการชดใช้คืนแล้ว จำวนเงินที่ขาดจึงเพิ่มขึ้นอีก ๙,๖๐๐ บาท ซึ่งเป็นการตรวจพบภายหลังฟ้องคดีดังกล่าวแล้วย่อมเป็นเรื่องเกี่ยวกับโจทก์ได้ฟ้องในคดีนั้นเอง ซึ่งโจทก์ชอบที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ เพราะเป็นการขอเพิ่มพูนทรัพย์ในฟ้องเดิมยังอยู่ระหว่างพิจารณา และมีความเกี่ยวข้อกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๙,๑๘๐ การโจทก์กลับมาฟ้องเป็นคดีใหม่ จึงเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันในศาลเดียวกันซึ่งต้องห้ามตามมาตรา ๑๗๓ (๑) และปัญหาอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะมิได้ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกา ศาลย่อมยกขึ้นเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นต่อไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1803/2512 สำนักนายกรัฐมนตรี (โดยพลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นราธิบพงศ์ ประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ผู้รับมอบอำนาจจากนากยกรัฐมนตรีให้เป็นผู้ แทนในคดี) ที่ 1 สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (โดยพันเอกจินดา ณ สงขลา เลขาธิการ ) ที่ 2 โจทก์ นางประยงค์ เปรมานนท์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความกรมหมื่นราธิบพงศ์ - สำนักนายกรัฐมนตรี (โดยพลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ · ผู้รับมอบอำนาจจากนากยกรัฐมนตรีให้เป็นผู้ - ประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี · (โดยพันเอกจินดา - แทนในคดี) ที่ 1 สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน · โจทก์ - ณ สงขลา เลขาธิการ ) ที่ 2 · จำเลย - นางประยงค์ เปรมานนท์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิตติ สีหนนทน์ · ถาวร หุตะโกวิท · อัศนี เกาไศยนันท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายแผ้ว ศิวะบวร · ศาลอุทธรณ์ - นายธวัช สิทธิชัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 770/2535ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3616/2558ฎีกา 7903/2568ฎีกา 3099/2524ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 8444/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา