⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 451/2512

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 451/2512

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแปลงหนี้ที่ต้องเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ จะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องแล้วเท่านั้น การแปลงหนี้ให้เป็นหนี้เงินกู้ แม้เช็คจะไม่ได้ลงวันที่ ก็สามารถทำได้หากมีหนี้ต่อกันอยู่จริง ค่าขึ้นศาลในคดีล้มละลายให้เสียในอัตราครั้งละสองร้อยบาทสำหรับศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา โดยไม่คำนึงถึงทุนทรัพย์หรือลักษณะของคดี

ย่อคำพิพากษา

แม้ พ. จะเป็นภรรยาเจ้าหนี้ แต่หนี้ที่ลูกหนี้มีต่อ พ. กับหนี้ที่มีต่อเจ้าหนี้เป็นหนี้ต่างรายกัน และเป็นเจ้าหนี้คนละคน ฉะนั้น การนำเอาหนี้ที่มีต่อ พ.มาแถลงเป็นหนี้ของเจ้าหนี้จึงเป็นการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ซึ่งต้องบังคับตามบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยโอนสิทธิเรียกร้องตามมาตรา349 วรรคท้าย แต่คู่กรณีมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ฉะนั้น การแปลงหนี้ตามเช็คในส่วนของพ. มาเป็นหนี้เงินกู้ของเจ้าหนี้ จึงไม่สมบูรณ์ เจ้าหนี้จะนำเอาหนี้จำนวนนี้มารวมกับหนี้ของเจ้าหนี้เพื่อขอรับชำระหนี้ด้วยไม่ได้ หนี้ตามเช็คที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ แม้ว่าเช็คจะไม่ได้ลงวันที่ แต่ลูกหนี้ก็เป็นหนี้เจ้าหนี้อยู่จริง เมื่อมีหนี้ต่อกันแล้วคู่กรณีก็อาจแปลงหนี้ให้เป็นหนี้เงินกู้ได้ หนี้ตามสัญญากู้ที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้จึงมีผลสมบูรณ์ คดีพิพาทกันด้วยเรื่องคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ซึ่งมีบัญญัติไว้เป็นกฎหมายพิเศษอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2511 มาตรา 11 ฉะนั้นค่าขึ้นศาลชั้นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจึงต้องเสียอัตราครั้งละสองร้อยบาท จะเรียกค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และศาลฎีกาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ไม่ได้ และจะเรียกเพียง 50 บาทอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ก็ไม่ได้ เพราะกรณีไม่ใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.303 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.910 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.988 พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2511 ม.11 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.11 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.29 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.91

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด นายไพบูลย์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ๑๕๕,๗๕๖ บาท โจทก์และธนาคารไทยพัฒนาจำกัด คัดค้านศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ขอรับชำระหนี้ได้รับชำระ ๑๐๗,๗๕๖ บาท นายไพบูลย์และโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ อนุญาตให้นายไพบูลย์ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนตามสัญญากู้ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงได้ว่าลูกหนี้ได้มีหนี้ต่อนางพรรณีภรรยาเจ้าหนี้และเจ้าหนี้ตามเช็ค ๑๘ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๑๕๕,๗๕๖ บาทจริง ปัญหามีว่า หนี้ตามเช็คที่มีต่อนางพรรณีภรรยาเจ้าหนี้๔๘,๐๐๐ บาทนั้น จะแปลงมารวมเป็นหนี้เงินกู้ของเจ้าหนี้ด้วยได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้นางพรรณีจะเป็นภรรยาเจ้าหนี้ แต่หนี้ที่ลูกหนี้มีต่อนางพรรณีกับหนี้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้เป็นหนี้ต่างรายกัน และเป็นเจ้าหนี้คนละคน ฉะนั้น การนำเอาหนี้ที่มีต่อนางพรรณีมาแปลงเป็นหนี้ของเจ้าหนี้ จึงเป็นการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ซึ่งต้องบังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยโอนสิทธิเรียกร้องตามมาตรา ๓๔๙ วรรคท้าย แต่คู่กรณีมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ฉะนั้น การแปลงหนี้ตามเช็คในส่วนของนางพรรณีจำนวนเงิน ๔๘,๐๐๐ บาทมาเป็นหนี้เงินกู้ของเจ้าหนี้ จึงไม่สมบูรณ์ เจ้าหนี้จะนำเอาหนี้จำนวนนี้มารวมกับหนี้ของเจ้าหนี้เพื่อขอรับชำระหนี้ด้วยไม่ได้ ส่วนหนี้ตามเช็คที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้จำนวนเงิน ๑๐๗,๗๕๖ บาทนั้นแม้ว่าเช็คจะไม่ได้ลงวันที่ แต่ลูกหนี้ก็เป็นหนี้เจ้าหนี้อยู่จริง เมื่อมีหนี้ต่อกันแล้วคู่กรณีก็อาจแปลงหนี้ให้เป็นหนี้เงินกู้ได้ หนี้ตามสัญญากู้ที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้จึงมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้เพียง ๑๐๗,๗๕๖ บาท ที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นคิดค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ไม่ถูกต้อง ควรเรียกเรื่องละ ๕๐ บาท ตามตาราง ๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งข้อ ๒ ก. และ ข. นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้พิพาทกันด้วยเรื่องคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายซึ่งมีบัญญัติไว้เป็นกฎหมายพิเศษอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๑๑ว่าค่ายื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย สำหรับหนี้สินเกินห้าหมื่นบาทขึ้นไป ค่าธรรมเนียมสองร้อยบาท ในกรณีที่มีการอุทธรณ์หรือฎีกาเรื่องคำขอรับชำระหนี้ให้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกาตามอัตราเดียวกันนี้ ฉะนั้น ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และศาลฎีกาในคดีนี้จึงต้องเสียในอัตราครั้งละสองร้อยบาท รวมเป็นสี่ร้อยบาทเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และศาลฎีกาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ไม่ถูกต้อง และจะเรียกเพียง ๕๐ บาท อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ก็ไม่ได้ เพราะกรณีไม่ใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นให้ยกคำขอรับชำระหนี้จำนวนเงิน ๔๘,๐๐๐ บาทเสีย และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาที่เรียกเกินจากครั้งละ ๒๐๐ บาทแก่โจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 451/2512 นางเซี้ยง ซื่อตรง โจทก์ นายสุดจิตต์ ศิริเวช จำเลย นายไพบูลย์ เพ็ญกุล ผู้ขอรับชำระหนี้

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเซี้ยง ซื่อตรง · จำเลย - นายสุดจิตต์ ศิริเวช · ผู้ขอรับชำระหนี้ - นายไพบูลย์ เพ็ญกุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิตติ สีหนนทน์ · ถาวร หุตะโกวิท · อัศนี เกาไศยนันท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชุมพร - ม.ร.ว.ชัยวัฒน์ ชมพูนุท · ศาลอุทธรณ์ - นายจรัส ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1001/2509ฎีกา 275/2567ฎีกา 6631/2568ฎีกา 8080/2538ฎีกา 9487/2558ฎีกา 373/2474ฎีกา 946/2509ฎีกา 1783/2551ฎีกา 4275/2560ฎีกา 616-617/2490ฎีกา 374/2534ฎีกา 878/2518ฎีกา 4851/2545ฎีกา 790/2497ฎีกา 1490/2538ฎีกา 3527/2536ฎีกา 9649/2555ฎีกา 1084/2539ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2049/2528ฎีกา 104/2518ฎีกา 1808/2512ฎีกา 270/2496ฎีกา 1366/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา