คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1196/2513
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่คู่ความต้องมีโอกาสและเวลาพอสมควรในการโต้แย้ง หากศาลสั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษาทันทีโดยคู่ความไม่มีโอกาสโต้แย้ง ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ซึ่งจะต้องให้คู่ความมีโอกาสและมีเวลาพอสมควรที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้ กรณีนี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานวันที่ 11 กรกฎาคม 2511 แล้วพิพากษาวันที่ 12 เดือนเดียวกัน โจทก์ย่อมไม่มีโอกาสโต้แย้งคำสั่งนั้นได้ จะเอาข้อที่โจทก์ไม่ได้โต้แย้งนี้มาตัดสิทธิโจทก์ไม่ให้นำพยานมาสืบหาชอบไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ ๑ ได้เช่าที่ดินของโจทก์เพื่อปลูกเรือนอยู่อาศัยมีกำหนด ๑ ปี จำเลยค้างค่าเช่า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่า
ศาลชั้นต้นสั่งรับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๒ ส่วนจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ทำสัญญาเช่ากับโจทก์จึงไม่รับฟ้องจำเลยที่ ๑ ไว้พิจารณา
จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยเช่าที่ดินโจทก์โดยสำคัญผิดว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อเช่าที่ดินครบ ๑ ปีตามสัญญาเช่าแล้วจึงทราบว่าที่ดินที่เช่านี้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
ศาลชั้นต้นพิเคราะห์ฟ้องและคำให้การแล้วเห็นว่าไม่จำต้องสืบพยานต่อไปสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าให้โจทก์ตามฟ้อง
จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่
จำเลยที่ ๒ ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นเป็นผู้สั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยเอง เพราะเห็นว่าคำให้การจำเลยขัดแย้งกันไม่ชัดแจ้ง ไม่มีประเด็นนำสืบ และพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี แต่ในชั้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีมีประเด็นตามที่จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์มีสิทธิเอาที่พิพาทให้จำเลยเช่าและเรียกค่าเช่าที่ค้างจากจำเลยได้หรือไม่ จึงต้องให้โจทก์จำเลยนำสืบตามประเด็นดังกล่าว ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่ติดใจสืบพยานแล้ว เพราะโจทก์มิได้คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยานไว้แต่ประการใดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๖ ซึ่งจะต้องให้คู่ความมีโอกาสและมีเวลาพอสมควรที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้ แต่กรณีนี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๑๑ แล้วพิพากษาวันที่ ๑๒ เดือนเดียวกัน โจทก์ย่อมไม่มีโอกาสโต้แย้งคำสั่งนั้นได้ ฉะนั้น จึงจะเอาข้อที่โจทก์ไม่ได้โต้แย้งนี้มาตัดสิทธิโจทก์ไม่ให้นำพยานมาสืบ หาชอบไม่
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1196/2513
นายปลั่ง โพธิ์อ่อน โจทก์
นายวินัย พุกอ้น ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายปลั่ง โพธิ์อ่อน · ล. - นายวินัย พุกอ้น ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ฉัตร รัตนทัศนีย์ · ศริ มลิลา · สว่าง ภูวะปัจฉิม |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงนครสวรรค์ - นายดำรง แจ่มสุธี · ศาลอุทธรณ์ - นายสมคิด มงคลชาติ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา