⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1283/2513

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1283/2513

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายกันย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะทำสัญญาซื้อขายกัน หากเป็นการซื้อขายทรัพย์สินที่มีจำนวนแน่นอน ผู้รับรักษาทรัพย์สินที่ถูกยึดมีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินนั้น หากเกิดความเสียหายขึ้นจากการละเลยของผู้รับรักษา ผู้รับรักษาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

ย่อคำพิพากษา

การซื้อขายตามเอกสารหมาย ล.1 เป็นการซื้อเหมาจำนวนทรัพย์ที่จะซื้อขายมีจำนวนแน่นอน ไม่จำเป็นต้องมีการตรวจนับอย่างใดอีก ฉะนั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายกันย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะทำสัญญาซื้อขายกัน ส่วนเรื่องการส่งมอบทรัพย์ที่ซื้อขายกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ การที่รถยนต์ที่ซื้อขายถูกยึดและเกิดความเสียหายขึ้นในระหว่างการยึด โดยผู้รับรักษาปล่อยให้ตากแดดฝนและไม่ดูแลรักษาให้ดี และรถกลายสภาพเป็นเศษเหล็กไปนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของผู้รับรักษาทรัพย์ จะปรับว่าเป็นความผิดของผู้ขายไม่ได้ ตามสัญญาซื้อขาย ผู้ขายจะต้องจัดการโอนทะเบียนรถยนต์ให้จำเลยเสร็จสิ้นก่อน จึงจะมีสิทธิรับเงินงวดที่ 2 แต่ปรากฏว่าเมื่อผู้ซื้อทราบว่าผู้ขายเป็นหนี้ ก. กลัว ก. จะยึดเอารถไป ผู้ซื้อจึงได้จัดการขายไปอย่างรถไม่มีทะเบียน ส่วนรถที่เหลือก็มีสภาพเป็นเศษเหล็ก ไม่สามารถทำการโอนทะเบียนกันอย่างรถยนต์ธรรมดาได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องทำการโอนทะเบียนต่อไป และไม่ใช่ความผิดของผู้ขาย ผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องชำระราคาที่ยังค้างอยู่ให้แก่ผู้ขาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165 วรรค 2 ประกอบด้วยอนุมาตรา (1) เป็นเรื่องของอายุความที่จะใช้บังคับแก่บุคคลที่เป็นพ่อค้าเรียกเอาค่าขายสินค้าพ่อค้าตามความหมายของมาตรา 165 หมายถึง บุคคลที่ประกอบกิจการค้าโดยซื้อสินค้ามาและขายไปเป็นปกติธุระ โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าโดยค้าไม่แปรรูปและน้ำตาล ทรัพย์ที่ทำการซื้อขายกันในคดีนี้ไม่ได้เป็นสินค้าที่โจทก์ทำการค้าและไม่ใช่วัตถุประสงค์ในกิจการค้าของโจทก์ด้วย จะถือว่าโจทก์เป็นพ่อค้ารถยนต์และอุปกรณ์ไม่ได้ การที่โจทก์ขายรถยนต์ให้แก่จำเลย ต้องถือว่าโจทก์ได้ขายไปในฐานะอย่างเจ้าของทรัพย์ธรรมดา ไม่ใช่ในฐานะเป็นพ่อค้าขายสินค้านั้น ๆ จะนำเอาอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 165 วรรค 2 มาใช้บังคับไม่ได้ ต้องนำเอาอายุความทั่วไปตามมาตรา 164 ซึ่งมีกำหนด 10 ปีมาใช้บังคับ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.164 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.165 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.215 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.453 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.458 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.460 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.461 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.472

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อรถยนต์มีเครื่องกว้าน ฯลฯ ที่ใช้ไม่ได้ ที่มีอยู่ในโรงเลื่อยจักรและโรงน้ำตาลของโจทก์ เป็นราคา ๓๑๐,๐๐๐ บาท ชำระในวันทำสัญญาแล้ว ๑๑๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือจำเลยจะจ่ายให้เป็น ๒ งวด ๆ ละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่รถยนต์ราคา ๓๐,๐๐๐ บาท ได้ถูกตำรวจจับและยึดไว้ จำเลยจึงค้างชำระราคา ๑๗๐,๐๐๐ บาท ฯลฯ ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินต้นและดอกเบี้ยรวม ๒๑๑,๐๖๐.๕๐ บาท จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ คดีโจทก์ขาดอายุความ ฯลฯ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ทางพิจารณาได้ความว่าบริษัทโจทก์จ้างให้นายถนอมศักดิ์เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการประนอมหนี้ของบริษัทโจทก์ และมอบอำนาจให้จัดการขายทรัพย์สินของบริษัทโจทก์ด้วย นายสิบเจ๋าทราบว่าบริษัทโจทก์จะขายรถยนต์และอุปกรณ์พร้อมทั้งเศษเหล็กและถังน้ำมันจึงได้ไปดู แต่นายสิบเจ๋าไม่มีเงินพอที่จะซื้อ จึงได้ไปเข้าหุ้นกับจำเลยนี้ และได้ไปติดต่อกับนายถนอมศักดิ์ทำสัญญาซื้อขายกัน โดยนายถนอมศักดิ์แทนบริษัทโจทก์ และจำเลยเป็นผู้ลงนามในสัญญาซื้อขายตามสัญญาหมาย ล.๑ เมื่อทำสัญญาเสร็จแล้วนายถนอมศักดิ์ให้นายสิบเจ๋าถือสัญญาไปรับของที่โรงเลื่อย นายสิบเจ๋าได้ขอร้องให้นายประยูรกรรมการของบริษัทโจทก์คนหนึ่งนำของไปส่งให้ที่ปั๊มน้ำมันของนายปลอด ต่อมาอีก ๔-๕ วัน นายประยูรจึงให้คนนำรถไปส่งที่ปั๊มน้ำมันนายปลอด ๔ คัน และรุ่งขึ้นอีก ๔ คัน โจทก์ถูกห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลรัตนยนต์โดยนายกิ้มฮวดหุ้นส่วนผู้จัดการฟ้องล้มละลายเมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๐๕ และในวันนั้นเอง ศาลได้มีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์โจทก์ชั่วคราว นายกิ้มฮวดได้พบนายสิบเจ๋าและบอกแก่นายสิบเจ๋าว่ารถยนต์ที่นายสิบเจ๋าซื้อไว้นั้นเป็นของบริษัทโจทก์ เขาเป็นเจ้าหนี้บริษัทโจทก์อยู่ เงินที่ยังไม่ได้ชำระนั้นให้ชำระแก่เขา แต่นายสิบเจ๋าไม่ยอม จำเลยก็บอกว่าให้รีบเอารถยนต์ ๘ คันที่รับไว้นั้นไปขายเอาเงินทุนเสียก่อน นายสิบเจ๋าจึงได้จัดการขายรถทั้ง ๘ คันนั้นไปโดยไม่ต้องมีการโอนทะเบียนกัน ต่อมานายประยูรให้คนนำรถไปส่งให้จำเลยที่ปั๊มน้ำมันนายปลอดอีก ๕ คัน และสาลี่ ๖ อัน ก็มีเจ้าพนักงานศาลจังหวัดระยองมาทำการยึดทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษทรัพย์ได้มีคำสั่งให้ถอนการยึดทรัพย์และให้จำเลยนำเงินที่ยังค้างชำระไปชำระ แต่จำเลยเห็นว่าทรัพย์ที่ถูกยึดไว้นั้นได้กลายสภาพเป็นเศษเหล็ก มีราคาไม่คุ้มกับเงินที่จำเลยจะต้องชำระ จำเลยจึงไม่ยอมรับเอาทรัพย์ที่ถูกยึดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การซื้อขายตามเอกสารหมาย ล.๑ นั้น เป็นการซื้อเหมา และจำนวนทรัพย์ที่จะซื้อขายมีจำนวนแน่นอนไม่จำเป็นต้องมีการตรวจนับแต่อย่างใดอีก ฉะนั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายกันนี้ ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อทำสัญญาซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๘ แล้ว ส่วนเรื่องการส่งมอบทรัพย์ที่ซื้อขายกันนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ไม่เกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ได้มีการรับมอบทรัพย์ที่ซื้อขายกันแล้ว และเห็นว่าการที่ทรัพย์นั้นถูกยึดและเกิดเสียหายขึ้นในระหว่างการยึดทรัพย์ โดยผู้รับรักษาทรัพย์ปล่อยให้ตากแดงฝนและไม่ดูแลรักษาให้ดี ทำให้อุปกรณ์บางอย่างสูญหายไป และรถก็กลายสภาพเป็นเศษเหล็กไปนั้น อยู่ในความรับผิดชอบของผู้รับรักษาทรัพย์ จะปรับว่าเป็นความผิดของโจทก์ไม่ได้ โจทก์ไม่จำต้องรับผิดต่อจำเลยแต่อย่างใด ตามสัญญาหมาย ล.๑ ข้อ ๔ โจทก์จะต้องจัดการโอนทะเบียนรถยนต์ให้จำเลยเสร็จสิ้นก่อนจึงจะมีสิทธิรับเงินงวดที่ ๒ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะมีการตกลงกันไว้เช่นนั้นก็จริง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อจำเลยทราบว่าบริษัทโจทก์เป็นหนี้นายกิ้มฮวด กลัวนายกิ้มฮวดจะยึดเอารถไป จำเลยจึงได้จัดการขายรถยนต์ ๘ คัน ที่นายประยูรนำมาส่งให้ผู้อื่นไปอย่างรถไม่มีทะเบียนแล้ว ส่วนรถที่เหลือนั้น บัดนี้ก็มีสภาพเป็นเศษเหล็ก ไม่สามารถที่จะทำการโอนทะเบียนกันอย่างรถยนต์ธรรมดาได้ จึงเห็นได้ว่าในขณะนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำการโอนทะเบียนต่อไปแล้ว และไม่ใช่ความผิดของโจทก์ ฉะนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่จะต้องชำระราคาที่ยังค้างอยู่ให้แก่โจทก์ ส่วนเรื่องอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕ วรรค ๒ ซึ่งบัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องที่ระบุไว้ในวรรค ๑ อนุมาตรา ๑, ๒ และ ๕ นั้น อย่างใดไม่เข้าอยู่ในบังคับอายุความสองปี ท่านให้มีกำหนดอายุความห้าปี ตามบทบัญญัติดังกล่าวประกอบด้วยอนุมาตรา (๑) เห็นว่า เป็นเรื่องของอายุความที่จะใช้บังคับแก่บุคคลที่เป็นพ่อค้าเรียกเอาค่าขายสินค้า ศาลฎีกาเห็นว่า พ่อค้าตามความหมายแห่งมาตรา ๑๖๕ นี้ หมายถึงบุคคลที่ประกอบกิจการค้าโดยซื้อสินค้ามาและขายไปเป็นปกติธุระ คดีนี้โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าโดยค้าไม้แปรรูปและน้ำตาล ทรัพย์ที่ทำการซื้อขายกันในคดีนี้ไม่ได้เป็นสินค้าที่โจทก์ทำการค้า และไม่ใช่วัตถุประสงค์ในกิจการค้าของโจทก์ด้วย จะถือว่าโจทก์เป็นพ่อค้ารถยนต์และอุปกรณ์ไม่ได้ การที่โจทก์ขายทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยต้องถือว่า โจทก์ได้ขายไปในฐานะอย่างเจ้าของทรัพย์ธรรมดา หาใช่ขายในฐานะเป็นพ่อค้าขายสินค้านั้น ๆ ไม่ ฉะนั้น จะนำเอาอายุความ ๕ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕ วรรค ๒ มาใช้บังคับไม่ได้ กรณีนี้ต้องนำเอาอายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔ ซึ่งมีกำหนด ๑๐ ปี มาใช้บังคับ คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ ๑๗๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๐๖ จนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1283/2513 บริษัท อุตสาหกรรมไม้บ้านค่าย จำกัด โดยนายชวลิต ตั้งไพศาลกิจ ผู้รับ มอบอำนาจ โจทก์ นายยุ่งฮุย แซ่ลิ้ม ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้รับ - บริษัท อุตสาหกรรมไม้บ้านค่าย จำกัด โดยนายชวลิต ตั้งไพศาลกิจ · โจทก์ - มอบอำนาจ · ล. - นายยุ่งฮุย แซ่ลิ้ม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศริ มลิลา · สว่าง ภูวะปัจฉิม · ฉัตร รัตนทัศนีย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายประพจน์ ถิระวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายศวิต สมหวัง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 79/2472ฎีกา 770/2486ฎีกา 824/2545ฎีกา 7122/2545ฎีกา 4082/2530ฎีกา 2763/2536ฎีกา 3760/2533ฎีกา 912/2490ฎีกา 978/2510ฎีกา 1055/2492ฎีกา 2093/2532ฎีกา 1882/2518ฎีกา 1982/2519ฎีกา 1531/2526ฎีกา 1808/2512ฎีกา 131/2536ฎีกา 2768/2519ฎีกา 156/2513ฎีกา 4176/2530ฎีกา 2610/2538ฎีกา 6103/2545ฎีกา 602/2490ฎีกา 8319/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา